อำลาโดยตำแหน่งแต่ความผูกพันยังคงอยู่ตลอดไป

MFU for Vanchai (10)

“อำลาโดยตำแหน่งแต่ความผูกพันยังคงอยู่ตลอดไป” 
รศ.ดร.วันชัย ศิริชนะ อธิการบดีผู้ก่อตั้ง มหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง กล่าวกับครอบครัว มฟล. ในกิจกรรม “งานวันชัย”
เนื่องในโอกาสจะพ้นจากตำแหน่งอธิการบดีในวันที่ 28 เมษายน 2562 นี้

เมื่อวันศุกร์ที่ 19 เมษายน 2562 ชาวพนักงาน มฟล. รวมใจจัดกิจกรรม “งานวันชัย” ให้แก่ รศ.ดร.วันชัย ศิริชนะ อธิการบดี มหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง (มฟล.) ในฐานะที่เป็นอธิการบดีผู้ก่อตั้ง และจะหมดวาระการดำรงตำแหน่งอธิการบดีในวันที่ 28 เมษายน 2562 ที่จะถึงนี้

โดยกิจกรรมเริ่มต้นในเวลา 16.00 น. ณ หอประชุมสมเด็จย่า รศ.ดร.ชยาพร วัฒนศิริ รองอธิการบดี เป็นตัวแทนชาว มฟล. ขึ้นกล่าวแสดงความรักและความขอบคุณแด่อธิการบดี จากนั้นเป็นการกล่าวแสดงความในใจจากตัวแทนนักศึกษา ตัวแทนศิษย์เก่า ตัวแทนพนักงาน ตัวแทนคณาจารย์ ต่อมาทุกคนรับชมวีดิทัศน์ อธิการบดีของเรา ที่ถ่ายทอดเรื่องราวของอธิการบดีผู้ก่อตั้งจากอดีตจวบจนปัจจุบัน และในช่วงเวลาสำคัญ รศ.ดร.วันชัย ศิริชนะ ขึ้นเวทีพบกับครอบครัว มฟล. เพื่อบอกเล่าเรื่องราวความผูกพันตลอดระยะเวลามากกว่า 20 ปี ที่มีต่อมหาวิทยาลัย พนักงาน และนักศึกษา รวมถึงถ่ายทอดวิสัยทัศน์ในการก่อตั้งมหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง พร้อมกล่าวย้ำว่า “อำลาโดยตำแหน่งแต่ความผูกพันยังคงอยู่ตลอดไป” และเชื่อมั่นว่าชาวมหาวิทยาลัยจะสืบสานแนวพระราชปณิธานของสมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนีในการสร้างคนดีให้แก่สังคมสืบไป หลังจากกล่าวจบ ชาวพนักงานและนักศึกษาร่วมใจมอบดอกกุหลาบให้แก่ รศ.ดร.วันชัย เพื่อแสดงความขอบคุณและความผูกพันที่มีต่ออธิการบดีผู้ก่อตั้งมหาวิทยาลัย

รศ.ดร.วันชัย ศิริชนะ กล่าวกับครอบครัว มฟล. ในโอกาสก่อนพ้นวาระ มีใจความสำคัญในช่วงตอนต่างๆ คือ

“อยากเรียนว่า การเป็นอธิการบดีมหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวงนั้น ถ้าพูดโดยทั่วไปแล้วก็ไม่ต่างกันกับตำแหน่งอื่นๆ เพราะว่าวันหนึ่งย่อมต้องเป็นไปตามวาระ ตามเงื่อนไขกฎหมาย ตามธรรมเนียมปฏิบัติ ตามสุภาษิตที่ว่างานเลี้ยงย่อมมีวันเลิกรานั้นเป็นความจริง”

“ผมเดินทางมากับมหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง ด้วยความรู้สึกที่ว่าอยากจะทำอะไรดีๆ เพื่อบ้านเมืองของเรา ตอนที่เริ่มโครงการจัดตั้งมหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวงนั้น ผมเป็นปลัดทบวงมหาวิทยาลัย ซึ่งตอนนั้นก็คือ C11 เป็นระดับสูงสุดของตำแหน่งข้าราชการประจำ เมื่อโอกาสสำคัญมาถึงผมได้ลาออกจากราชการ ด้วยตั้งใจคือยากทำมหาวิทยาลัยที่ดีที่สุด อย่างที่ฝันอยากจะทำ และสิ่งสำคัญอันหนึ่งก็คืออยากทำมหาวิทยาลัยแห่งนี้ ให้เป็นอนุสรณ์แห่งความจงรักภักดีที่มีต่อสมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี อยากทำให้ชื่อของสมเด็จย่านั้นอยู่ในความทรงจำของพี่น้องประชาชนชาวไทยตลอดไป”

“ตอนที่เริ่มต้นทำมหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวงในปี 2541 นั้น มีคนเข้ามาช่วยเสนอความคิดความฝันมากมาย เราต้องประมวลความฝันของทุกคนมาสู่โลกของความเป็นจริง เพื่อให้เกิดเป็นแนวทางในการดำเนินงานของมหาวิทยาลัยขึ้น จากวันนั้นถึงวันนี้เราเดินมา 20 ปีแล้ว วันนี้เราเรียกได้เต็มปากเต็มคำว่า มหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวงคือบ้านของเรา ที่สามารถยืนอยู่บนขาของตัวเองได้อย่างมั่นคง เป็นบ้านหลังใหญ่ที่เริ่มต้นจากพื้นดินที่ว่างเปล่า จากความคิดที่เป็นจุดเล็กๆ ว่าอยากจะสร้างมหาวิทยาลัยดีๆ ขึ้น จนวันนี้สิ่งที่ฝันเกิดขึ้นเป็นความจริง แต่ความเป็นจริงนั้นมันไม่ได้โรยด้วยกลีบกุหลาบ คนที่เดินร่วมกันมาจากวันแรกต่างรู้ดีว่าเราเดินมาด้วยความมุ่งมั่น ด้วยความท้าทาย ด้วยความพยายาม แต่ไม่เคยรู้สึกเหนื่อยและท้อ เรามีความรู้สึกอย่างเดียวกันว่าเราจะเดินไปข้างหน้า และเราจะสร้างมหาวิทยาลัยแห่งนี้ให้ยิ่งใหญ่ อยากให้มหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวงเป็นมหาวิทยาลัยที่คนทั้งโลกรู้จัก”

“เราใช้เวลาเริ่มต้น 5 ปี ในการผลิตบัณฑิตรุ่นแรกของมหาวิทยาลัย ด้วยการเปิดหลักสูตรและรับสมัครนักศึกษารุ่นแรกในปีการศึกษา 2542 จบในปี 2546 และมีพิธีพระราชทานปริญญาบัตร ณ มหาวิทยาลัยแห่งนี้เมื่อวันที่ 3 กุมภาพันธ์ 2547 นั่นเป็นหมุดหมายสำคัญที่เราสามารถทำตามแผนแม่บทหรือ Master plan ที่เราวางไว้ได้เป็นผลสำเร็จในก้าวแรก แต่ ณ ปัจจุบันนี้มันเกินกว่าที่เป็นมาสเตอร์แพลนไปมากมายมหาศาล ด้วยความเติบโตแบบเขย่งก้าวกระโดดไปสู่การสร้างศูนย์การแพทย์มหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวงได้สำเร็จ นับเป็นการขยายอาณาจักรออกไป ซึ่งมีนัยยะสำคัญในการเติบโตของมหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวงในอนาคตเป็นอย่างยิ่ง”

“จากปีการศึกษาแรกที่เปิดเพียงสองสาขาวิชา ผ่านมา 20 ปี เรามีสำนักวิชามากมายซึ่งขยายสาขาวิชาไปเกินกว่าที่เราเคยคิดไว้มาก ไม่ว่าจะเป็นการเปิดสำนักวิชาแพทยศาสตร์ สำนักวิชาทันตแพทย์ยศาสตร์ และสำนักวิชาด้านวิทยาศาสตร์สุขภาพอื่นๆ นั่นเพราะเราไม่อยากเป็นมหาวิทยาลัยที่หยุดนิ่งอยู่กับที่ เราอยากให้มหาวิทยาลัยนั้นเคลื่อนไหวและเติบโตในทิศทางที่ถูกต้อง รวมทั้งสามารถตอบสนองความต้องการของบ้านเมืองได้ ในวันนี้เราพร้อมเดินมุ่งหน้าสู่การเป็นมหาวิทยาลัยชั้นนำ ไม่เพียงแต่ในประเทศไทย แต่เราพร้อมก้าวไปสู่การเป็น World University ”
“ผมพูดเสมอว่า เวลาจะทำอะไรไม่ให้คิดเล็ก ให้เราคิดใหญ่เสมอ เมื่อคิดใหญ่แล้วก็ต้องทำให้สำเร็จ การที่จะสำเร็จได้นั้นต้องอาศัยพลังภายใน นั่นคือความร่วมแรงร่วมใจ ความสามัคคีของคนภายในมหาวิทยาลัยช่วยกันผลักดัน ผมเชื่อในพลังความสร้างสรรค์ของชาวแม่ฟ้าหลวง นอกจากนี้ยังต้องมีพลังภายนอกด้วย ทุกวันนี้เรามีเครือข่ายสำคัญอยู่มากมายมหาศาลที่ช่วยสนับสนุนให้การดำเนินงานของมหาวิทยาลัยประสบความสำเร็จ ทำไมทุกคนอยากเข้ามาช่วยมหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง นั่นเพราะเขาเห็นว่าเราทำดี เราสร้างบัณฑิตคุณภาพออกไปสู่สังคม เราสามารถนำปัจจัยที่ได้รับการสนับสนุนนำไปใช้ให้เกิดดอกออกผล เกิดประโยชน์ได้จริง และที่สำคัญคือเราทำทุกอย่างด้วยความซื่อสัตย์ นั่นจึงทำให้เกิดความศรัทธาขึ้น”

“กุญแจสำคัญแห่งความสำเร็จนั่นคือ การมีวิสัยทัศน์ที่ถูกต้องในการก้าวเดิน คำว่าวิสัยทัศน์ก็คือการมองไปข้างหน้า เราเริ่มต้นจากการเป็นมหาวิทยาลัยในพระนาม เริ่มต้นจากการสืบสานพระราชปณิธานของสมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี เริ่มต้นจากการตั้งใจจะทำให้สังคมนี้เป็นสังคมแห่งคนดี และวิสัยทัศน์ที่ผมนำมาใช้กับการทำงานของมหาวิทยาลัยก็มาจาก 3 คำ คือ New Different Better เราจะทำอะไรก็ตามให้ใหม่กว่า ให้ดีกว่า ให้แตกต่าง ดังนั้นมหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวงจึงเติบโตมาแบบไม่เหมือนใคร และไม่มีใครเหมือน”

“ความเติบโตในอนาคต เป็นสิ่งที่ท้าทายสำหรับท่านอธิการบดีคนใหม่และผู้บริหารชุดใหม่ จะต้องแบกรับภาระหนักมากมายมหาศาล มีคำที่ผมได้พูดคุยกับว่าที่อธิการบดีคนใหม่ว่า รองเท้าคู่เดิมที่ผมใส่มันใหญ่ ใส่อย่างไรก็ไม่พอดี ไม่สามารถจะใส่ได้ ไม่สามารถจะทำให้เท่าเดิมได้ แต่สิ่งที่จะทำได้ก็คือ การเดินตามรอยเท้าวันนี้ให้มั่นคงและแข็งแรง และนับต่อไปจากนี้ต้องอาศัยสมาชิกครอบครัวแม่ฟ้าหลวงทุกคนเป็นลมใต้ปีก ผลักดันให้มหาวิทยาลัยของเราเจริญเติบโตต่อไป โดยยึดหลักความสมัครสมานสามัคคี ร่วมแรงร่วมใจ และยึดประโยชน์ของมหาวิทยาลัยเป็นที่ตั้ง”
“มีคนเคยถามผมว่าเหนื่อยไหม เดินมา 20 ปีแล้ว ตอบจริงๆ ว่าไม่เหนื่อย ถ้าถามว่าทำไมไม่เหนื่อย ก็ตอบว่าเหนื่อยไม่ได้ เพราะความรับผิดชอบที่มีอยู่มันยิ่งใหญ่ ทุกคนฝากความฝันไว้ที่เรา พ่อแม่ผู้ปกครองฝากความหวังไว้ที่เราว่าจะทำให้ลูกหลานของเขาประสบความสำเร็จ มีคนคอยจ้องมองดูเราอยู่ตลอดว่าแม่ฟ้าหลวงจะเติบโตได้แค่ไหน ดังนั้นเราจึงหยุดเดินไม่ได้”

“ผมกำลังจะพ้นวาระการเป็นอธิการบดี ในวันที่ 28 เมษายน 2562 นี้ ถามว่าอาลัยอาวรณ์กับการที่จะไปจากตรงนี้ไหม ผมอยู่ตรงนี้มา 20 ปี ผมไม่เคยอาลัยตำแหน่ง เพราะตำแหน่งเป็นสิ่งที่จำเป็นต้องเปลี่ยนแปลงไปตามกาลเวลา ตามฐานะ แต่ความรู้สึกส่วนตัวนั้น แม่ฟ้าหลวงยังคงเป็นบ้านของเราเสมอ ผมอาลัยแม่ฟ้าหลวงแต่ไม่อาลัยตำแหน่ง”

“แม่ฟ้าหลวงยังคงเป็นอยู่เป็นบ้านของผมตลอดไป อำลาโดยตำแหน่งแต่ใจไม่ได้อำลา ความผูกพันกับมหาวิทยาลัยแห่งนี้ไม่มีวันสิ้นสุด ความผูกพันยังมีอยู่กับพวกเราเกินร้อย ทั้งความผูกพันในฐานะผู้สร้าง ในฐานะผู้ริเริ่ม ในฐานะที่เราเป็นครอบครัวใหญ่ที่กำลังจะเติบโตขึ้นไป ถ้าทุกท่านยังคงต้อนรับผมก็ไม่มีวันอำลา ขอขอบคุณทุกคนที่อยู่ร่วมกับมานับแต่วันแรกจวบจนทุกวันนี้ อยากให้เรามีความสุขกันเช่นนี้ตลอดไป” รศ.ดร.วันชัย ศิริชนะ อธิการบดีผู้ก่อตั้งมหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง กล่าวทิ้งท้าย