วันไหนไหนไม่สำคัญเหมือน..วันชัย ศิริชนะ..ชนะใจด้วยความดี

วันไหนไหนไม่สำคัญเหมือน..วันชัย
ศิริชนะ..ชนะใจด้วยความดี

ครอบครัว มฟล. รวมใจจัดกิจกรรม “งานวันชัย” เมื่อวันที่ 19 เมษายน 2562 ณ หอประชุมสมเด็จย่า และลานเฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี เนื่องในโอกาสครบวาระการดำรงตำแหน่งอธิการบดีและจะพ้นจากตำแหน่งในวันที่ 28 เมษายน 2562 นั้น ตัวแทนชาวมหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง ได้ขึ้นกล่าวความในใจที่มีต่อ รศ.ดร.วันชัย ศิริชนะ อธิการบดีผู้ก่อตั้งมหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง เพื่อแสดงความรักและขอบคุณตลอดระยะเวลามากกว่า 20 ปีเต็มในความทุ่มเททั้งแรงกายและแรงใจ เพื่อก่อร่างสร้างมหาวิทยาลัยในสวนแห่งนี้ ให้เจริญก้าวหน้าในทุกด้าน พร้อมสืบสานแนวพระราชปณิธานของสมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี ในอันที่จะปลูกป่า..สร้างคน รวมทั้งความใส่ใจที่มอบให้แก่ครอบครัว มฟล. มาเสมอ ทั้งกับคณาจารย์ พนักงาน และนักศึกษา ในหลากหลายบทบาทที่สร้างความประทับใจให้แก่ชาวมหาวิทยาลัยตลอดมาและตลอดไป

รศ.ดร.ชยาพร วัฒนศิริ
รองอธิการบดี (อธิการบดีปัจจุบัน)

     “ในวันนี้ ครอบครัว มฟล. ได้รวมเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกัน เพื่อร่วมกันเป็นเจ้าภาพในการจัดงานวันชัย เพื่อแสดงความรัก ความขอบคุณและกตเวทิตาคุณ ต่อ รองศาสตราจารย์ ดร.วันชัย ศิริชนะ อธิการบดีผู้ก่อตั้งมหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง ซึ่งเกิดขึ้นตามพระราชปณิธานของสมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี ในการปลูกป่า..สร้างคน ที่นอกจากจะมีความสง่างาม ความเลิศหรูเทียบเคียงสถาบันในระดับนานาชาติแล้ว ยังเป็นแหล่งสร้างสรรค์บัณฑิตที่มีความรู้ความสามารถและศักยภาพเป็นที่ยอมรับ และเป็นที่ต้องการของสังคมโดยรวม”

     “ด้วยการทำงานของท่านอธิการบดีวันชัย ที่มุ่งมั่นเด็ดเดี่ยว ไม่เหนื่อยไม่ย่อท้อ ยึดถือคุณธรรมความซื่อสัตย์ ที่มุ่งประโยชน์ส่วนรวมเป็นที่ตั้ง มีความเมตตาอาทรต่อผู้ร่วมงานในทุกระดับ ทั้งยังมีพรสวรรค์ในการรวมใจและดึงดูดคนทำงาน และเป็นต้นแบบของการเกิดวัฒนธรรมของแม่ฟ้าหลวง ซึ่งมีความรักความสามัคคี ร่วมแรงร่วมใจสร้างความสำเร็จ โดยยึดมหาวิทยาลัยเป็นที่ตั้ง เป็นผู้มีความสามารถพิเศษและมีวัตรปฏิบัติที่สร้างการยอมรับ สร้างความเชื่อถือกับทุกภาคส่วน ทั้งในระดับชาติและในระดับสากล จนได้รับความร่วมมือในการผลักดันความก้าวหน้าของมหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวงในทุกด้านสู่สากลอย่างแท้จริง”

ขอประมวลการสร้างงานของท่านอธิการบดีวันชัย ตลอดระยะเวลา 20 ปี ด้วยบทประพันธ์นี้

“แด่ท่านวันชัย”

องศาสตราจารย์ ดอกเตอร์วันชัย ศิริชนะ ถึงวาระ อำลา แม่ฟ้าหลวง
ผู้ก่อตั้ง ผู้สืบสาน งานทั้งปวง จนลุล่วง สถาบัน งามมั่นคง

ยี่สิบห้า กันยา สองห้าสี่หนึ่ง เป็นปีซึ่ง ก่อตั้ง ดังประสงค์
เหงื่อทุกหยด รดริน ในดินดง สร้างป่าพง เป็นสถาน วิมานฟ้า

เป็นขวัญเวียง เชียงราย ดังหมายมาด เป็นขวัญชาติ เชี่ยวชาญ การศึกษา
เป็นขวัญใจ วัยเยาว์ ที่ก้าวมา เป็นขวัญตา ตัวอย่าง ผู้สร้างคน

เป็นปลัด ทบวง มหาวิทยาลัย สร้างสรรค์ โครงการใหญ่ อย่างได้ผล
เป็นอธิการ บดี ที่งานล้น ผลงานดล เกียรติยศ ปรากฏนาน

ยี่สิบปี ที่ผ่าน สำคัญนัก ท่านสร้างรัก สร้างศรัทธา มหาศาล
สร้างความรัก หนักกว่า สร้างอาคาร ถึงวันท่าน อำลา จึงอาลัย

เพราะท่านเป็น ยิ่งกว่า อธิการบดี เป็นทั้งพี่ เป็นทั้งพ่อ ก็ว่าได้
วันไหนไหน ไม่สำคัญ เหมือน”วันชัย” “ศิริชนะ” ชนะใจ ด้วยความดี

ขอพระเจ้า ล้านทอง คุ้มครองทั่ว ทั้งครอบครัว ท่านบวร ด้วยพรศรี
ให้หอมหวาน ปานลำดวน ในสวนนี้ มอบบทกวี แห่งอาวรณ์ ซ่อนน้ำตา

ประพันธ์โดย
รศ.นภาลัย สุวรรณธาดา
ครูกวีศรีสุนทร ประจำปี พ.ศ.2551

นางสาว ปิยาภรณ์ ไชยสวัสดิ์
นักศึกษาสำนักวิชาการจัดการ สาขาวิชาเศรษฐศาสตร์
อดีตนายกองค์การบริหาร องค์การนักศึกษา

    “นับตั้งแต่ก้าวแรกที่ดิฉันได้เข้ามาในมหาวิทยาลัยแห่งนี้ สัมผัสได้ว่ามหาวิทยาลัยแห่งนี้เป็นมหาวิทยาลัยแห่งโอกาส ซึ่งฉันเองเป็นคนหนึ่งที่เคยล้มเหลวจากในด้านการเรียนจากมหาวิทยาลัยอื่น เป็นเด็กซิ่ว แต่ก็ได้รับโอกาสในการเข้ามาเรียนอีกครั้งในมหาวิทยาลัยแห่งนี้ ขอขอบคุณทุนการศึกษาจากมหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง ที่มีให้ดิฉันมาโดยตลอด นอกจากโอกาสทางการศึกษาแล้ว โอกาสทางด้านการทำกิจกรรมก็เช่นกัน รู้สึกว่าตัวเองโชคดีมากที่เป็นคนหนึ่งที่ได้ลองทำเกือบทุกอย่างเกี่ยวกับกิจกรรมของมหาวิทยาลัย อยากสอนก็มีโอกาสได้เป็นติวเตอร์สอนให้เพื่อนๆ และน้องๆ อยากทำกิจกรรมด้านการแสดงออกก็ได้เป็นแม่ฟ้าคฑากร อยากทำด้านการพัฒนาสังคมก็ได้ไปทำค่ายอาสา เรามีทุกอย่างให้ทำ”

     “โอกาสทางด้านการทำกิจกรรมต่างๆ มหาวิทยาลัยแห่งนี้มีให้พวกเรามากมาย จนไม่คิดว่ามหาวิทยาลัยน้องใหม่ซึ่งเพิ่งเกิดมาได้ 20 ปี จะก้าวขึ้นไปในระดับประเทศและในระดับโลกได้ และที่มีชื่อเสียงก็ด้วยความเอาใจใส่ของท่านอธิการบดีวันชัย ไม่ได้มีเพียงเท่านี้ ในฐานะของนักศึกษาผู้ทำกิจกรรม ใครจะไปคิดว่าเราจะมีท่านอธิการบดีที่ไม่ได้มาเป็นแค่คนเปิดงาน แต่ก่อนวันงานท่านก็มาดูการเตรียมงานของนักศึกษา คอยสอบถามว่าทำกันถึงไหนแล้ว มาให้กำลังใจ จนกระทั่งวันเปิดงานท่ามกลางแดดที่ร้อน แต่ท่านก็ไม่เคยบอกว่าร้อนเลย แม้ว่าเหงื่อจะไหลเป็นทาง กลับกันท่านยังถามว่าลูกร้อนไหม หิวไหม ความรักต่างๆ เหล่านี้ยังไม่จบ เชื่อว่าทุกคนที่อยู่ในหอประชุมสมเด็จย่าแห่งนี้ ต้องได้พบเจอท่านในสถานการณ์ต่างๆ”

     “ส่วนในด้านชีวิตประจำวันที่ได้ใช้อยู่ในมหาวิทยาลัยแห่งนี้ เมื่อได้ไปเข้าห้องสมุด ใครจะไปคิดว่าบางครั้งเราจะได้เห็นภาพท่านอธิการบดีลงมาสอนเรื่องภาษาอังกฤษให้กับนักศึกษา ท่านนั่งสอนด้วยความใส่ใจและจริงจังมาก ใครจะไปคิดว่าเราจะมีอธิการบดีที่ถามเราว่า หนูรู้จักต้นไม้ต้นนี้ไหม ปลูกมากี่ปีแล้ว ต้นไม้ต้นนี้ดอกสีอะไร ถามเราด้วยความภาคภูมิใจกับต้นไม้ทุกต้นในมหาวิทยาลัย”

     “ไม่รู้ว่าท่านจะจำได้ไหม ว่าครั้งหนึ่งเคยถามเด็กคนหนึ่งว่าเรียนอะไร อยู่สำนักวิชาไหน จบไปจะทำงานอะไร เด็กคนนั้นตอบท่านว่า เรียนสาขาวิชาเศรษฐศาสตร์ สำนักวิชาการจัดการ อยากทำงานด้านการพัฒนา หนูก็ไม่รู้หรอกว่าเรียนจบไปแล้วหนูจะมีโอกาสได้งานอะไร แต่หนูอยากทำงานสายพัฒนา ซึ่งท่านก็เอามือไปแตะไหล่เด็กผู้หญิงคนนั้น แล้วบอกว่า...เชื่อว่าหนูทำได้”

     “คำพูดเหล่านี้ สิ่งต่างๆ เหล่านี้ ที่ท่านเคยพร่ำบอกพร่ำสอนพวกเราเสมอ รวมถึงการกระทำที่ท่านทำให้เห็นเป็นแบบอย่าง มันทำให้พวกเราระลึกอยู่เสมอว่า พวกเราเป็นใคร อัตลักษณ์แม่ฟ้าหลวงของเราคืออะไร แล้วเราจะทำประโยชน์ให้แก่สังคมได้อย่างไร”

     “มีการ์ตูนเรื่องหนึ่งที่หนูชอบมาก คือเรื่อง ลีโล่ แอนด์ สติทช์ มีตอนหนึ่งที่สติทช์รู้สึกสับสนหลงทาง และพูดว่า I’m lost. แต่ลีโล่บอกสติทช์ว่า Ohana means family, Family means nobody gets left behind or forgotten. ครอบครัวแปลว่า จะต้องไม่มีใครถูกทิ้งไว้ข้างหลัง...
     ...จากวันนั้นจนถึงวันนี้ อยากบอกว่าสติทช์ตัวนี้ ไม่ได้หลงทางอีกแล้ว ขอบคุณท่านอธิการบดีวันชัยที่ทำให้หนูรู้จักคำว่า ครอบครัว และสุดท้ายหนูเชื่อว่าพวกเราทุกคนภูมิใจที่ได้เข้ามาอยู่ในบ้านหลังนี้ และได้ใช้นามสกุลว่า..ลูกแม่ฟ้าหลวง”

นาย ก๋ง แซ่เฮ้อ
ศิลปศาสตร์บัณฑิต สำนักวิชาศิลปศาสตร์ สาขาวิชาภาษาอังกฤษ
อดีตนักศึกษาทุนพระราชทานฯ และทุนมหาวิทยาลัย

    “ผมรู้สึกอบอุ่นมากที่ได้กลับมาบ้านหลังนี้อีกครั้ง ผมขอใช้โอกาสนี้เล่าเรื่องราวของผม ผมเป็นชาวม้อหรือชาติพันธุ์ม้ง คุณพ่อกับคุณแม่ของผมเสียชีวิตในยุคสงครามเย็น โดยคุณพ่อผมเสียชีวิตในการทำหน้าที่เป็นทหารอาสาบริเวณชายแดนไทย-ลาว เมื่อคุณแม่พาผมและพี่ๆ 4 คนข้ามฝั่งมาที่ไทย ก็ทำให้เสียชีวิตจากผู้ก่อการร้ายเช่นเดียวกัน ทำให้ผมต้องไปอาศัยอยู่กับครอบครัวของคุณอา จนได้ทราบความจริงทั้งหมดเมื่อผมอยู่ ป.4 และเมื่อผมเรียน ป.6 จากโรงเรียนที่อยู่ในพื้นที่กันดารในจังหวัดน่าน ตอนนั้นยังไม่ได้รับสัญชาติไทย ครอบครัวผมยากจนมาก ยากจนถึงขั้นในบางครั้งต้องกินดินประทังชีวิต ไม่มีเงินแม้กระทั่งจะซื้อชุดนักเรียน ความยกจนทำให้ผมไม่มีโอกาสได้เรียนต่อ ต้องออกมาช่วยครอบครัวทำงาน”

     “ในตอนนั้นที่ต้องออกจากโรงเรียน ผมเฝ้าถามตัวเองว่า...มันไม่มีอะไรที่จะเปลี่ยนชีวิตเราได้หรือ? และผมก็ได้คำตอบให้ตัวเองว่าสิ่งที่จะทำให้ผมหลุดพ้นความลำบากได้ก็คือ..การศึกษา นั่นทำให้ผมตัดสินใจหนีออกจากบ้าน ถามว่าไปไหน...ผมก็ไม่รู้ว่าจะไปไหน แต่ผมยังมีโอกาสได้ไปบวชเรียน นั่นทำให้มมได้เรียนจนจบชั้น ม.6 ในโรงเรียนพระปริยัติธรรม โดยมีโอกาสได้เรียนทั้งสายสามัญและเรียนบาลี และเมื่อผมอยากจะเรียนต่อในระดับมหาวิทยาลัยในยุคที่มีการใช้ระบบแอดมิชชันเป็นปีแรกในการสอบเข้า ผมก็มีเพียงความรู้ด้านภาษาบาลีเท่านั้น ที่ผมพอจะใช้สอบเป็นคะแนนในการยื่นสมัครเข้ามหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวงแห่งนี้”

     “ในตอนนั้นผมไม่รู้จักภาษาอังกฤษเลย สิ่งเดียวที่ทำได้คือเขียนได้แต่ชื่อของตัวเอง วันแรกที่ผมเข้ามาที่มหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวงแห่งนี้ ผมเจอท่านอธิการบดียืนต้อนรับผู้ปกครองของนักศึกษาใหม่ที่หอพักลำดวน 1 ซึ่งเป็นหอพักที่ผมใช้อาศัยตั้งแต่ชั้นปีที่ 1 ถึงจบชั้นปีที่ 4”

     “ในการมาสอบเข้ามหาวิทยาลัย ผมใช้เงินที่เก็บสะสมจากตอนที่บวชเรียนในการใช้จ่ายต่างๆ จนเมื่อถึงวันที่จะต้องชำระค่าเล่าเรียน ความหวังผมเริ่มมืดลง ไม่รู้จะไปหาเงินที่ไหนมาจ่าย จนกระทั่งวันก่อนเปิดเรียนมีกิจกรรม open house ท่านอธิการบดี รองศาสตราจารย์ ดร.วันชัย ศิริชนะ ได้ให้โอวาทในวันนั้น โดยท่านเน้นย้ำว่า...จะต้องไม่มีนักศึกษาของมหาวิทยาลัยแห่งนี้คนใด ต้องออกจากมหาวิทยาลัยเพราะความยาดจน เพราะไม่มีเงินเรียน”

     “หลังจากเมื่อได้ยินโอวาทนั้น ผมจึงเข้าไปปรึกษากับฝ่ายทุนการศึกษาของมหาวิทยาลัย ซึ่งได้รับคำแนะนำต่างๆมากมาย จนในที่สุดผมก็ได้รับทุนจากมหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวงซึ่งทำให้ผมเรียนต่อได้ และยังได้รับโอกาสได้รับทุนอีกหลายทุน ทั้งทุนจากผ้าป่าเพื่อการศึกษา ทุนสมเด็จพระราชินีฯ และทุนนักเรียนในพระบรมราชานุเคราะห์ของในหลวงรัชกาลที่ 9 ทุนการศึกษาทั้งหมดเหล่านี้ทำให้ผมเรียนจบจากมหาวิทยาลัยแห่งโอกาสนี้”

     “นอกจากแนวคิดของท่านอธิการบดีวันชัย ในการเป็นมหาวิทยาลัยแห่งโอกาส ผมได้รับแนวคิดสำคัญที่ท่านได้เน้นย้ำกับนักศึกษาว่า..นักศึกษาคนใดที่ปรารถนาประสบความสำเร็จ จะต้องอ่านหนังสืออย่างน้อย 4 ชั่วโมงต่อวัน นั่นทำให้ผมได้จัดระเบียบการดำเนินชีวิตของตัวเอง โดยตื่นตี 4 ทุกวัน เพราะตอนนั้นผมไม่มีความรู้เรื่องภาษาอังกฤษเลย เมื่อได้มาเรียนในสถาบันที่มีการเรียนการสอนเป็นภาษาอังกฤษ ทำให้ผมต้องเรียนหนักกว่าคนอื่น ในหนังสือเรียนผมต้องเปิดแปลคำศัพท์แทบทุกคำ หนังสือทุกเล่มของผมจะมีคำแปลคำศัพท์อยู่เต็มไปหมด ไม่มีเล่มไหนที่จะสะอาดเลย”

     “ผมตื่นมาอ่านหนังสือจากตี 4 ทุกวัน จนถึง 6 โมงเช้า จากนั้นก็เตรียมตัวมาเข้าเรียนตามปกติ พอเลิกเรียนผมก็เข้าห้องสมุด ใช้เวลาท่องหนังสือประมาณ 2-3 ชั่วโมง ก็จะครบระยะเวลาตามที่ท่านอธิการบดีวันชัยแนะนำไว้ ผมทำแบบนี้ทุกวันในปีการศึกษาแรก ช่วงเวลาที่เหลือก็เป็นเวลาที่ผมใช้ในการทำงานในการเป็นนักศึกษาช่วยงานอาจารย์และหน่วยงานต่างๆ ภายในมหาวิทยาลัย เพื่อที่ได้รับทุนคูปองอาหารกลางวัน ซึ่งเป็นคูปองที่สามารถใช้ทานอาหารได้ในทุกร้านในโรงอาหารของมหาวิทยาลัย”

     “ผมอ่านหนังสือและปฏิบัติตนอย่างนี้ทุกวัน จากที่ผมไม่สามารถอ่านภาษาอังกฤษได้เลย ไม่แม้กระทั่งแนะนำตัวเองเป็นภาษาอังกฤษ จนผมสามารถพัฒนาตนเอง ตามที่ท่านอธิการบดีบอก จนผมสำเร็จการศึกษาได้โดยมีผลการศึกษาที่เกินความคาดหวังมากๆ และด้วยผมได้รับทุนการศึกษาทำให้ไม่ต้องกังวลว่าจะมีเงินจ่ายค่าเล่าเรียนหรือไม่ ทำให้ผมทุ่มเทกับการศึกษาได้อย่างเต็มที่ ในปี 2557 เป็นปีที่ผมจบการศึกษาและได้รับเกียรตินิยมอันดับที่ 2 ซึ่งเป็นสิ่งที่ไม่เคยคาดหวังเลย และยังมีโอกาสที่ได้รับมากมายจากมหาวิทยาลัย ทั้งการได้รับทุนจากรัฐบาลญี่ปุ่น ทุนของกระทรวงการต่างประเทศ และได้รับโอกาสไปร่วมงานสำคัญอีกหลายอย่าง ทั้งหมดที่ผมกล่าวมานี้ อาจจะมีชื่อท่านอธิการบดีปรากฎเพียงไม่กี่ครั้ง แต่ผมเชื่อว่าทุกๆ โอกาส ทุกๆ ความสำเร็จ ที่ผมได้รับมา ท่านอธิการบดีวันชัย เป็นผู้อยู่เบื้องหลังทั้งหมด ท่านเป็นผู้ริเริ่มในการให้โอกาส มอบความสำเร็จเหล่านี้ให้กับเรา ฉะนั้นในโอกาสที่ท่านอธิการบดีครบวาระการดำรงตำแหน่งอธิการบดีของมหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง ผมขอพรสิ่งศักดิ์สิทธิ์ในสากลโลก ดลบันดาลให้ท่านมีสุขภาพพลานามัยที่แข็งแรง”

     “ถ้าเปรียบเทียบว่าหน้าที่ของมหาวิทยาลัยคือการปลูกป่า...สร้างคน นักศึกษาก็คือเมล็ดพันธุ์เมล็ดหนึ่ง ผมเป็นเมล็ดพันธุ์เมล็ดนั้นที่กำลังเติบโตในสังคมปัจจุบัน จากการเดินตามรอยคำสอนของท่านอธิการบดีวันชัย”

นายสุชาติ รัตนโรม
ผู้ช่วยผู้อำนวยการ ศูนย์บริการวิชาการ
อายุการทำงาน 15 ปี ตัวแทนพนักงานสายปฏิบัติการ

    “ในประสบการณ์การทำงานที่ศูนย์บริการวิชาการ ผมมักได้ยินคำงสุภาษิตต่างๆ ของท่านอธิการบดีวันชัย โดยเฉพาะเรื่องพญาอินทรีย์ ท่านบอกว่านกกระจอกไม่อาจรู้ว่านกอินทรีย์ที่บินอยู่สูงนั้นกำลังคิดอะไร ก็เหมือนกับการเป็นผู้นำที่ต้องนำพาเหล่าคนทำงานมุ่งไปในทิศทางต่างๆ โดยที่คนด้านล่างอาจไม่รู้ว่าทำไมต้องทำสิ่งนั้นสิ่งนี้ แต่ท่านอธิการบดีวันชัยได้พิสูจน์ให้เราเห็นมาโดยตลอดว่า ท่านได้นำพาเรามาในสเส้นทางที่ถูกต้องเสมอ จากที่เคยเป็นปลัดทบวงมหาวิทยาลัย มาสู่การเป็นอธิการบดี ท่านมีมุมมองที่สามารถนำทางมหาวิทยาลัยมาตลอด 20 ปีเต็ม กับวิธีการทำงานที่เปรียบเป็นนกอินทรีย์ที่ต้องบินอยู่สูง เมื่อท่านสั่งงานมาทำให้ผมเชื่อมั่นว่าท่านได้พิจารณามาดีแล้ว เราในฐานะคนทำงานตัวเล็กๆ จึงมุ่งมั่นทำงานเพื่อสนับสนุนสิ่งที่ท่านคิดอย่างเต็มที่ เพราะเชื่อว่าท่านนำทางเรามาในเส้นทางที่ถูกต้อง”

     “อีกแนวคิดของท่านก็คือ New Different Better เป็นหลักการทำงานของทุกหน่วยงานในมหาวิทยาลัย เป็นแนวทางที่เราใช้ปฏิบัติงานมาจนมหาวิทยาลัยครบ 20 ปีเต็ม จนถึงปัจจุบันนี้ผมได้ยินคำชื่นชมจากภายนอกว่ามหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง ว่าสามารถปฏิบัติตามภารกิจของตนเองที่ได้ตั้งไว้ได้อย่างสมบูรณ์ นั่นเป็นแนวทางที่เราได้ปฏิบัติตามแนวคิดของของท่านอธิการบดีวันชัยในการบริหารมหาวิทยาลัยมา 20 ปี และในส่วนของผมทำมา 15 ปี ได้เห็นหลายสิ่งที่เป็นธรรมเนียมประเพณีของเราตามแนวคิดของท่าน อย่างหนึ่งก็คือการทำงานแบบลงแขก เมื่อมีงานอะไร หน่วยงานต่างๆ ในมหาวิทยาลัย ทั้งผู้บริหาร อาจารย์ พนักงานสายสนับสนุน นักศึกษา ก็จะมาร่วมแรงร่วมใจกันทำงานนั้นให้สำเร็จลุล่วงได้เสมอ นี่คือประเพณีการทำงานแบบลงแขกของเรา นับแต่มีพนักงานไม่ถึง 600 คน เรามาช่วยเหลือกันทุ่มเทกันสุดชีวิตเพื่อทำให้บ้านของเราที่ชื่อว่า มหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง ให้ประสบความสำเร็จ”

     “มีครั้งหนึ่ง ครอบครัวผมได้มาร่วมงานกับมหาวิทยาลัย ภรรยาของผมมีโอกาสพบกับท่านอธิการบดี ท่านถามภรรยาผมคำหนึ่งว่า บิ๊กเป็นยังไงบ้าง ผมถามภรรยาว่า..ตอบว่ายังไง เขาบอกว่าสิ่งที่ตอบก็คือ...ไม่ทราบเลยค่ะ เพราะกลับบ้านดึกแล้วออกแต่เช้าทุกวัน”

     “เมื่อมามองย้อนกลับไป ผมยังมีโอกาสได้กลับไปนอนที่บ้าน แต่ท่านอธิการบดีวันชัย ใน 1 เดือนได้กลับไปนอนบ้านตัวเองสักกี่วัน ต้องห่างจากครอบครัวกี่วัน คนทำงานอย่างเราเข้างาน 8 โมงเช้า เลิกงาน 4 โมงเย็น มีบางครั้งที่เราต้องทำงานอยู่จนดึก ต้องดูแขกที่มาเยือนมหาวิทยาลัย หลายครั้งเลิกงานสี่ทุ่มห้าทุ่ม แต่จะดึกยังไงท่านอธิการบดีก็ยังอยู่ทำงานกับเราจนดึกเช่นเดียวกัน เพื่ออะไรที่ท่านทุ่มเทขนาดนั้น ก็ทำเพื่อสร้างเครือข่ายให้กับมหาวิทยาลัย จะได้สร้างความเข้มแข็งให้กับมหาวิทยาลัยต่อไป”

     “นอกจากมหาวิทยาลัยแล้ว ตอนนี้เราก็มีศูนย์การแพทย์มหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง ซึ่งต้องอาศัยทั้งความทุ่มเทอย่างมาก อยากฝากถึงสมาชิกที่เข้ามาอยู่ใหม่ เข้ามาช่วยสืบสานปณิธานของสมเด็จย่าในการปลูกป่า..สร้างคน เรายังต้องศึกษาแนวทางของท่านอธิการบดีวันชัยที่จะทำให้มหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวงเจริญยิ่งขึ้น”

     “ท่านเคยบอกพวกเราว่า ถึงแม้ว่าในวันนี้สิ่งที่เรามีอยู่ เราคิดว่าดีแล้ว แต่นั่นยังไม่พอ เราต้องทำให้ดีกว่านี้ เราทุกคนสามารถเป็นฟันเฟืองขับเคลื่อนมหาวิทยาลัย ทั้งสายปฏิบัติการและฝ่ายวิชาการ ทั้งนักศึกษา เราทุกคนที่ต่างมีนามสกุลว่าลูกแม่ฟ้าหลวง สุดท้ายขออนุญาตพูดในนามตัวแทนพนักงานในห้องนี้ และคนที่ไม่ได้มา ขอพูดคำสั้นๆ ว่า...ขอบคุณท่านอธิการบดีวันชัย ศิริชนะ”

ดร.ภัททิรา วิภวภิญโญ
อาจารย์ประจำสำนักวิชาศิลปศาสตร์
ครูภาษาไทยคนแรกของมหาวิทยาลัย ตัวแทนพนักงานสายวิชาการ

     “นับจากปีพุทธศักราช 2543 ในขณะนั้น ดิฉันได้ก้าวเข้ามาเป็นสมาชิกคนหนึ่ง ในรั้วแห่งมหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวงแห่งนี้ จำได้ว่าการก้าวเข้ามาสู่รั้วมหาวิทยาลัยซึ่งตอนนั้น...ยังไม่มีรั้ว ถนนทางเข้ายังเป็นทางฝุ่น จะมีคำล้อกันว่ามหาวิทยาลัยของเราเป็นมหาวิทยาลัยอินเตอร์ เพราะเมื่อเราขี่มอเตอร์ไซค์เข้ามาทำงาน ทุกคนจะมีหัวสีแดงกันหมด นอกจากถนนที่มีแต่ฝุ่นเต็มไปหมดแล้ว ตอนแรกนั้นยังไม่มีความสะดวกสบายอะไรเลย สำนักงานและห้องเรียนอยู่ในอาคารชั่วคราวหลังเดียวกัน เราทำงานรวมกันอยู่ในห้องเล็กๆ พนักงานก็ทำงานอยู่รวมกันท่านอธิการบดี คณบดี คณะอาจารย์นั่งอยู่ไม่ไกลกันเลย สำนักวิชาศิลปศาสตร์ในตอนนั้น คณบดีท่านยังต้องเสียสละที่นั่งให้กับอาจารย์ เพราะว่าที่นั่งไม่พอ ทำให้เรามีความรักความผูกพันในท่ามกลางความมีไม่พร้อม ท่ามกลางความยากลำบากต่างๆ”

     “ทำไมตอนนั้นเราอยู่กันได้ ทำไมเรายังมีความรักความร่วมมือกัน จับมือกันไปสู่ความสำเร็จความเข้มแข็งของมหาวิทยาลัยจนวันนี้ได้ นั่นก็เพราะมีสิ่งหนึ่งที่เป็นต้นทาง เป็นแหล่งน้ำทิพย์หล่อเลี้ยงใจพวกเรา ทำให้พวกเรามีพลัง ให้พวกเรามีความรักและความผูกพันกัน และยืนหยัดที่จะร่วมกันพัฒนามหาวิทยาลัยของเราจนถึงทุกวันนี้ สิ่งนั้นคือความรักและความเมตตาจากท่านอธิการบดีวันชัย ที่มากไปกว่านั้นก็คือความเชื่อมั่นของท่านอธิการบดีที่มอบให้กับพวกเรา ท่านอธิการบดีผู้นี้ ท่านอธิการบดีของมหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง”

     “อาจารย์ก็เหมือนกับนักศึกษา ที่ก้าวเข้ามาสู่มหาวิทยาลัย เราก็มาจากต่างที่ต่างถิ่น หลายท่านไม่ได้เป็นชาวเชียงราย ในฐานะอาจารย์ความกังวลของเราจะไม่ใช่มีเพียงว่าจะเตรียมการสอนอย่างไรให้ดีที่สุด ทำอย่างไรเราจะปฏิบัติหน้าที่ให้เป็นครูที่ดีที่สุด แต่ยังมีความกังวลเรื่องของการใช้ชีวิต การปรับตัวให้เข้ากับถิ่นที่อยู่ แต่ความกังวลเหล่านั้นก็ค่อยๆ ลดลง และถูกเติมเต็มถูกแทนที่ด้วยกำลังใจที่ท่านอธิการบดีมอบให้พวกเรา และนอกจากจะให้กำลังใจแล้ว ท่านอธิการบดียังได้มอบคำสอนต่างๆ นานาให้พวกเรา ซึ่งเป็นคำสอนที่ไม่ใช่เพียงเฉพาะคำสอนสำหรับผู้บริหารหรือผู้บังคับบัญชามอบให้ผู้ใต้บังคับบัญชาเท่านั้น แต่ท่านสอนประหนึ่งว่าพวกเราเหมือนเป็นลูกหลานของท่าน”

     “ดิฉันยังจำได้ดี คำสอนหลายๆ ครั้งของท่าน และได้นำไปปฏิบัติจนทุกวันนี้ ดิฉันจะขอยกตัวอย่างคำสอนที่ประทับใจ ยังคงนำไปสอนลูกศิษย์อยู่เสมอ โดยเฉพาะลูกศิษย์ที่ต้องเรียนจบไปเป็นครู ท่านอธิการบดีสอนให้พวกเราไม่มักน้อย การศึกษาเรามักน้อยไม่ได้ เราต้องมักมากในการศึกษา ต้องขวนขวายให้มาก เราต้องค้นคว้าให้มาก เพื่ออะไร..เพื่อที่เราจะได้นำความรู้เหล่านั้นไปพัฒนาต่อยอด นำไปศึกษาวิจัย นำไปสร้างสรรค์ให้เกิดองค์ความรู้ เพื่อนำไปถ่ายทอดให้กับลูกศิษย์ของเรา และนำไปสร้างประโยชน์ให้กับชุมชน สังคมและโลกของเรา และสิ่งที่เราค้นคว้าศึกษานั้น ท่านอธิการบดีบอกไว้ว่า เราจะต้องทำให้ดี แต่ไม่ใช่ดีกว่า เพราะถ้าเราทำดีกว่า วันข้างหน้าก็จะมีคนทำดีไปมากกว่า เพราะฉะนั้นดีกว่าไม่พอ ต้องดีที่สุด ฉันจำคำเหล่านี้ไว้ในใจ เพราะท่านไม่ได้สอนในฐานะผู้บริหาร แต่ท่านสอนในฐานะท่านเป็นเหมือนญาติผู้ใหญ่ของเรา”

     “ดิฉันขอถ่ายทอดประสบการณ์ เล่าเรื่องน่ารักของท่านเรื่องหนึ่ง คือในช่วงแรกของการทำงานในมหาวิทยาลัย ในวันนั้นขณะที่เราเริ่มก่อร่างสร้างตัว ระหว่างจะต้องจัดงานเพื่อรับเสด็จสมเด็จพระเทพฯ เป็นครั้งแรก ในครั้งนั้นเรามีคณาจารย์อยู่แค่ไม่กี่คน เรามีนักศึกษาอยู่แค่หลักสิบ ทุกคนต้องมาช่วยกันทำงาน ทั้งอาจารย์ ทั้งนักศึกษา ทั้งสายสนับสนุนทุกคน ต้องมาช่วยกันแบกหาม นอกจากข้อมูลที่ต้องหาแล้ว เรายังต้องแบกหามอุปกรณ์มาช่วยกัน ตอนแรกก็คิดว่าเราเป็นอาจารย์จะต้องมาทำแบบนี้ด้วยเหรอ และที่ไม่คาดคิดไปกว่านั้นก็คือท่านอธิการบดีก็ลงมาทำงานด้วยกัน”

     “วันนั้นเราตื่นเต้นกันมาก เราทำงานกันจนดึกดื่น เราเหนื่อย เราล้า และท่านอธิการบดีก็ไม่ได้นอนเหมือนเรา ท่านอยู่เคียงข้างเรา สิ่งที่เราเห็นก็คือท่านยังทำงานตลอดเวลา หากมีคนถามว่าความประทับใจที่มีต่อท่านอธิการบดีคืออะไร ดิฉันมักจะตอบเสมอถึงตำนานน้ำเต้าหู้ วันนั้นเราทำงานกันจนดึกดื่น ทั้งง่วง ทั้งเหนื่อย ทั้งหิว ใครจะไปคาดคิดว่าท่านอธิการบดีซึ่งเมื่อสักครู่ยังนั่งทำงานอยู่กับเรา อยู่ๆ ท่านหายตัวไปและเดินกลับมาพร้อมถุงหิ้วที่ใส่ถุงน้ำเต้าหู้ ท่านเอามาแจกจ่ายให้กับพวกเราทุกคน”
“สิ่งเล็กๆ น้อยๆ เหล่านี้ คือสิ่งเล็กน้อยที่ยิ่งใหญ่ สิ่งเล็กๆ น้อยๆ ที่ทำให้คณาจารย์ พนักงาน และนักศึกษา ประทับใจและไม่ได้ทำให้ผูกพันกับท่านในฐานะอธิการบดีเท่านั้น แต่ดิฉันเชื่อว่าทุกๆ คนใน ณ ที่นี้ ผูกพันกับท่านอธิการบดีมากกว่าความเป็นผู้นำกับผู้ตาม ผู้บริหารกับผู้ใต้บังคับบัญชา และผูกพันกับท่านด้วยหัวใจ ผูกพันกับท่านเสมือนว่าท่านเป็นญาติผู้ใหญ่ของเรา เป็นคุณพ่อ เป็นคุณครู เป็นคนปู่ เป็นคุณตา ท่านเป็นอะไรก็ได้ เป็นทุกอย่างที่เรารัก ที่ทำให้เรามีความสุข”

     “จากวันนั้นจนถึงวันนี้ บ้านของเรามีสมาชิกเพิ่มมากขึ้น บ้านของเราขนาดใหญ่โตมากขึ้น มีผู้คนเข้ามาช่วยแบ่งเบาภารกิจให้ท่านอธิการบดีเพิ่มมากขึ้น แต่ท่านอธิการบดีทุ่มเทกับภารกิจของท่าน ยังคงทำงานด้วยหัวใจทุกๆ วัน ยังคงถามไถ่สารทุกข์สุขดิบของพวกเรา ไม่ว่าจะเป็นคณาจารย์ พนักงาน นักศึกษาทุกคน ด้วยความห่วงใย เหมือนท่านเป็นญาติของเรา”

     “ไม่มีอธิการบดีของมหาวิทยาลัยแห่งไหน ที่รู้จักต้นไม้ทุกต้นในมหาวิทยาลัย ที่ใส่ใจพื้นที่ของมหาวิทยาลัยทุกตารางเมตร ที่ห่วงใยคอยถามสารทุกข์สุขดิบของสมาชิกชาวมหาวิทยาลัย เฉกเช่นอธิการบดีของมหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง และจะมีท่านอธิการบดีของมหาวิทยาลัยไหน ที่ทำงานเหมือนกับว่า นี่ไม่ใช่งาน แต่คือสิ่งที่เป็นความสุขของท่าน เป็นชีวิตของท่าน”

     “ในโอกาสอันทรงคุณค่านี้ ดิฉันขอเป็นตัวแทนของคณาจารย์ ตัวแทนของสมาชิกชาวแม่ฟ้าหลวงทุกคน ขอกล่าวแสดงความรักและความขอบพระคุณท่านอธิการบดี รองศาสตราจารย์ ดร.วันชัย ศิริชนะ อธิการบดีผู้ก่อตั้งมหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง อธิการบดีผู้เป็นที่รักของพวกเราทุกคน ขอขอบพระคุณจากหัวใจ”