การใช้ชีวิตนักศึกษาอย่างสง่างามตามแบบ “แอฟ-ทักษอร”

การใช้ชีวิตนักศึกษาอย่างสง่างามตามแบบ “แอฟ-ทักษอร”

มหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง (มฟล.) โดย สำนักงานส่งเสริมและพัฒนาวิชาการ จัด กิจกรรมเตรียมความพร้อมนักศึกษาชั้นปีที่ 1 (How to Live and Learn on Campus 2019) ระหว่างวันที่ 15-19 กรกฎาคม 2562 ซึ่งมีนักศึกษาใหม่ในปีการศึกษา 2562 กว่า 3,600 คนเข้าร่วมกิจกรรม เพื่อให้สามารถปรับตัวเข้ากับรูปแบบการเรียนการสอนที่แตกต่างจากระดับมัธยมศึกษา และการใช้ชีวิตในรั้วมหาวิทยาลัยได้อย่างมีความสุข ในโอกาสนี้ มฟล. ได้เชิญแขกคนพิเศษมาร่วมพูดคุยพบปะกับน้องๆ นักศึกษาใหม่หรือที่ มฟล. เรียกว่า เฟรชเชอร์ (Fresher's) เพื่อให้เกิดแรงบันดาลใจที่ดีต่อการใช้ชีวิตและการเรียนรู้ นั่นก็คือ แอฟ-ทักษอร ภักดิ์สุขเจริญ นักแสดงที่เป็นต้นแบบให้แก่หลายๆ คน ในหัวข้อ “การใช้ชีวิตนักศึกษาอย่างสง่างาม” (Grace&Smart student) โดยมี รศ.ดร.ชยาพร วัฒนศิริ อธิการบดี มฟล. ให้การต้อนรับ นับเป็นกิจกรรมที่ทางมหาวิทยาลัยมุ่งหวังให้นักศึกใหม่สามารถปรับตัวเข้ากับสังคมใหม่ และมีความพร้อมในการเรียนก่อนเปิดภาคการศึกษา

การทำงานในวงการบันเทิง
เริ่มเข้ามาทำงานในวงการบันเทิงตั้งแต่สมัยที่เรียนมัธยม รับงานนิดๆ หน่อยๆ แค่ถ่ายแบบถ่ายโฆษณา สำหรับงานภาพยนตร์และละคร มาเริ่มทำจริงจังในช่วงที่เรียนมหาวิทยาลัยแล้ว

การแบ่งเวลาเรียนกับทำงาน
ในช่วงมัธยมเรามีเป้าหมายที่สำคัญที่สุด ก็คือสอบเข้าในมหาวิทยาลัย สำหรับงานในวงการบันเทิงเราก็อยากลองทำ เพราะคิดว่าเราสามารถจัดแบ่งเวลาได้ จึงอยากลองทำในงานด้านอื่นที่ถือว่าเป็นการเก็บประสบการณ์

จริงๆ เป็นคนขี้อายมาตั้งแต่เด็ก ส่วนตัวไม่ได้เหมาะกับการเป็นคนบันเทิง แต่เราก็พยายามฝึกฝนตนเองจนสามารถทำได้ อยากจะแชร์ให้น้องๆ ฟังว่าบางทีอย่าไปจำกัดตัวเองอยู่กับสิ่งที่เราคิดว่าเราเป็น หรือสิ่งที่คนอื่นคิดว่าเราเป็น ถ้ามีโอกาสหรือบางทีต้องทำในสิ่งที่ไม่ได้ชอบที่สุดก็อยากให้ลองทำดูก่อน อย่างแอฟก็ไม่ได้เป็นคนที่กล้าแสดงออก เป็นคนขี้อาย ไม่ชอบออกไปพูดหน้าห้อง แต่เมื่อมีโอกาสให้เราได้ไปลองสิ่งแปลกใหม่ ทั้งในเรื่องการแสดงหรืองานที่ต้องออกไปพบเจอผู้คนมากมาย ก็อยากลองดู อยากจะบอกน้องๆ ว่าตัวตนของเราที่เติบโตมาจะเป็นยังไง หรือคนอื่นจะมองว่าเราเป็นยังไง จริงๆ เราสามารถพัฒนาตนเองไปได้อีกในทุกๆ ด้าน และสำหรับในวัยของน้องๆ ยังมีเวลาอีกยาวไกลที่จะได้ค้นหาตัวเอง ว่าเราจะชอบหรือถนัดด้านไหน บางทีเราอาจจะพบเจอในสิ่งที่เราไม่คิดว่าเราจะทำได้หรือได้ทำในสิ่งที่แปลกใหม่

สุดท้ายมันจะสำเร็จ หรือไม่สำเร็จ เราจะไม่ผิดหวังกับมัน เมื่อเราทำแล้วเราเต็มที่กับมัน เราไม่เสียใจเพราะได้ทำเต็มที่แล้ว แต่ก่อนที่จะตัดสินใจทำอะไร แอฟจะเป็นคนคิดรอบด้าน คิดเยอะ คิดละเอียด แต่เมื่อตัดสินใจแล้วจะพุ่งไปเลยเต็มที่และจะไม่ลังเล ช่วงเวลาแบบนี้เป็นช่วงเวลาที่เราจะได้ค้นหาตัวเอง วิธีไหนที่จะสามารถดึงศักยภาพของเราออกมาได้มากที่สุด วิธีการของแต่ละคนอาจจะไม่เหมือนกัน

การปรับตัวกับชีวิตในมหาวิทยาลัย
ต้องยอมรับว่าชีวิตในมหาวิทยาลัยน่าจะเป็นทุกมหาวิทยาลัย ก็คือเป็นการรวมผู้คนที่แตกต่างกันให้มาอยู่ด้วยกัน ตอนแรกมองภาพว่าที่นี่จะเป็นเด็กที่อยู่เชียงรายอยู่แล้ว แต่เมื่อเช้าได้คุยกับอาจารย์ได้รู้ว่าจริงๆ มาจากทุกภาคหรือมาจากต่างประเทศด้วย จริงๆ อาจจะเหมือนกันหมด คือเมื่อเรามาอยู่ในรั้วมหาวิทยาลัย ก็จะรวมผู้คนที่หลากหลาย แน่นอนว่ามีความต่างนิสัย ต่างวัฒนธรรม สุดท้ายทุกคนก็ต้องปรับตัวและมีความสุขไปกับมันให้ได้ ในขณะเดียวกันเราต้องเปิดใจยอมรับความต่างของเพื่อนๆ แล้วเราก็เรียนรู้ แบบว่ามองให้เป็นเรื่องที่น่าสนุก ในการเรียนรู้กับเพื่อนในทุกแง่มุม ในทุกรูปแบบ เพื่อนที่อยู่ในมหาวิทยาลัยมีทุกรูปแบบ ทุกสไตล์ อย่างแอฟสอบเข้านิเทศศาสตร์ ที่จุฬาฯ เพื่อนแต่ละคนมีความแตกต่างกันหมด บางทีแอฟดูแปลกจากเพื่อนๆ เพราะเป็นคนเรียบร้อย แต่เพื่อนๆ เป็นคนสนุกสนานกันหมด เราแค่เรียนรู้และยอมรับในความเป็นตัวตนของเพื่อนทุกๆ คน และสนุกไปกับมัน ในขณะเดียวกันเราก็ยังคงความเป็นตัวเราอยู่

มันคือคือการเปิดใจ อันนี้คือใช้ได้ในทุกสังคมที่เราจะก้าวเข้าไป ไม่ว่าจะเป็นช่วงที่เราเข้ามหาวิทยาลัยหรือเข้าไปสู่สังคมการทำงาน แอฟเชื่อว่าการที่เรามีคาแรกเตอร์เป็นยังไง นิสัยยังไง เราก็จะดึงดูดเพื่อนที่เข้ากันมาหาเรา ในช่วงปี 1 การที่เราต่างคนต่างมา และเราไม่รู้ว่าจะเจอคนยังไง มีเรื่องให้เราได้เรียนรู้จากเพื่อนๆ อีกเยอะ แอฟว่ามันเป็นเรื่องที่น่าสนุกดี

การทำกิจกรรมในรั้วมหาวิทยาลัย
แอฟว่าสำคัญมาก อยากให้เราร่วมทำกิจกรรม หาสิ่งที่เราสนใจ ไม่ว่าเราจะร่วมทำกิจกรรมในรูปแบบไหน จะทำให้เราได้ค้นพบตัวเองในแต่ละช่วงวัยแน่นอน นอกจากความรู้ความสามารถที่เราจะได้ในการทำงานผ่านกิจกรรม เรายังจะได้เพื่อน ได้มิตรภาพดีๆ โดยเฉพาะมิตรภาพระหว่างเพื่อนต่างคณะ เพื่อนต่างศาสนา เราได้ฝึกทำงานเป็นทีม เป็นอีกหนึ่งเรื่องที่เราจะได้ในชีวิตมหาวิทยาลัย นอกจากวิชาการความรู้ที่ดี ที่จะไปต่อยอดในการประกอบอาชีพที่เรารักได้ การทำกิจกรรมจะทำให้เราได้ประสบการณ์มากมายแตกต่างจากในห้องเรียน

มองหน้าเพื่อนๆ ไว้เลย ยิ่งโดยเฉพาะในคณะเดียวกัน ในอนาคตเราก็จะไปเจอเพื่อนๆ ในการทำงาน จนรู้สึกว่าสังคมไทยจริงๆ มันไม่ได้กว้าง โดยเฉพาะสังคมการทำงาน เราก็จะกลับไปเจอกันไปอย่างนี้ เพื่อนเราที่รู้สึกว่าเรียนๆ เล่นๆ เมื่อวันหนึ่ง เขาก็จะประสบความสำเร็จในวิชาชีพนั้น เราก็จะกลับไปเจอกันในวัยทำงาน จากประสบการณ์ตัวเองพอโตขึ้นแล้วเราก็จะกลับไปเจอรุ่นพี่รุ่นน้อง เมื่อวันหนึ่งที่เราได้ไปทำงานร่วมกัน มันจะคุยกันง่าย จากวันที่เราทำกิจกรรมด้วยกัน เป็นเด็กกิจกรรมด้วยกัน พอไปทำงานเราก็จะเจอกันอยู่ที่นี่อยู่ที่นั่น เมื่อมาได้มาทำงานด้วยกันมันคุยกันง่าย มันจะเป็นมิตรภาพที่ลึกซึ้งมากกว่าการแค่เจอกันในมหาวิทยาลัย แค่นั่งเรียนเลคเชอร์ด้วยกัน

การจัดการกับความอิสระที่มีมากขึ้นในชีวิตมหาวิทยาลัย
นอกจากเรียนรู้ว่ามิตรภาพที่ได้ในมหาวิทยาลัยแล้ว เราจะได้เรียนรู้ในเรื่องของอิสระ เป็นเรื่องที่แอพรู้สึกมากๆ หลังจากที่เราจบมัธยม เราเพิ่งรู้จักคำว่าอิสระเป็นครั้งแรกตอนเรียนมหาวิทยาลัย เราตื่นเต้น ไม่รู้จะใช้มันยังไง ขอบเขตมันอยู่ตรงไหน แล้วคุณพ่อคุณแม่จะดูแลยังไง แต่เรามีอิสระแล้วนะ ตรงนี้เราต้องดูแลตัวเอง รู้จักตัวเอง และเช็คดูว่าแค่ไหนถึงจะพอดี แต่ที่แน่ๆ ก็ขอให้ทุกคนมีอิสระกับช่วงวัยนี้ ที่เราจะเริ่มมีอิสระในชีวิตอย่างแท้จริง อิสระในชีวิต อิสระในการเลือกทางเดิน เลือกวิชาเรียน ซึ่งในโรงเรียนมัธยมเราไม่มีโอกาสได้เลือก แต่ขอให้นึกไว้ว่าเรื่องที่สำคัญที่สุด คือเป้าหมายที่เราก้าวเข้ามาอยู่ในนี้ ที่นี่ คืออะไร แล้วเรายังมุ่งมั่นทำสิ่งนั้นอยู่หรือเปล่า เพื่อทำให้เราไปถึงจุดหมายที่วางไว้ ถ้าเป้าหมายหลักเรายังอยู่ แล้วเรามีเวลาว่าง เราก็มีอิสระที่เราจะออกไปพักผ่อน ไปเล่น ไปหาความสนุกด้านอื่นได้ แต่แน่นอนว่าเราต้องไปให้ถึงเส้นทางสายหลักของเรา และไม่ลืมว่าแม้จะมีอิสระ แต่ก็ต้องอยู่ในความประพฤติที่ดี การปฏิบัติที่เหมาะสม ที่เข้ากับธรรมเนียมปฏิบัติของที่ที่เราอยู่ ซึ่งเชื่อว่าทุกมหาวิทยาลัยมีธรรมเนียมปฏิบัติ กฎระเบียบข้อบังคับ ทุกๆ เรื่อง ในเรื่องของการปฏิบัติตัว ทั้งการเข้าเรียน การแต่งกาย ตั้งแต่ภายในถึงภายนอก ขอให้เป็นอิสระที่เรารู้จักขอบเขต

ณ วันแรกวันนี้ที่ทุกคนได้เข้ามามหาวิทยาลัย ทุกคนตื่นเต้น ทุกคนคิดว่าฉันทำได้แล้ว แต่ช่วงนี้มันตรงกับช่วงเวลาที่เราอยู่ในวัยรุ่น มันจะมีอะไรหลากหลายเข้ามา เป็นช่วงเวลาที่สับสนวุ่นวาย ทั้งเรื่องของการเรียน เรื่องส่วนตัว เรื่องความรัก หรือเรื่องอะไรก็ตามจะถาโถมเข้ามาในทุกด้าน ในเวลาเดียวกัน เพราะฉะนั้นระหว่างที่เราเจออะไรต่างๆ อย่าลืมเส้นทางหลักของเรา ว่าเรามาที่นี่เพื่ออะไร ไม่ว่าเราจะใช้อิสระไปกับการทำอะไร แต่อย่าลืมถามตัวเองอยู่เสมอว่า เป้าหมายของเรานั้น เรายังทำมันอยู่หรือเปล่า

ปัญหาที่เกิดขึ้นในระดับมัธยมศึกษากับมหาวิทยาลัย
ก็น่าจะต่างกันในระดับความเข้มข้นของปัญหา แต่มันก็แล้วแต่บุคคล แต่ละมุมมอง ปัญหาบางเรื่องอาจเป็นเรื่องเดียวกัน แต่พอเราโตขึ้นเราก็จะจริงจังกับปัญหานั้นมากขึ้น อย่างเรื่องการเรียนเราจะรู้สึกทุ่มเทมากขึ้นกว่าเดิม บางครั้งถ้าทำไม่ได้อย่างที่เราหวัง ก็อาจจะผิดหวังมากกว่าตอนที่เรายังเด็ก แต่สิ่งที่ใช้แก้ไขก็คือเมื่อเราทุ่มเทอะไรเต็มที่ไปแล้ว สุดท้ายถ้ามันไม่ได้ตามที่หวัง เราผิดหวังได้ มีเวลาผิดหวังเสียใจได้ แต่แป๊บเดียวพอ หลังจากนั้นเก็บทุกอย่างไว้เป็นบทเรียน เพราะฉะนั้นการที่เราไม่ประสบความสำเร็จครั้งหนึ่ง เราเก็บครั้งนั้นเป็นบทเรียน ว่ามันเกิดจากอะไร เพราะอะไร เราเอาตรงนั้นมาเป็นประโยชน์ เอามาเป็นพลังให้เรามุ่งมั่นก้าวต่อไป ไม่ใช่เฉพาะเรื่องการเรียน แต่รวมถึงเรื่องความสัมพันธ์ และเช่นเดียวกับความสัมพันธ์กับเพื่อน ความสัมพันธ์กับแฟน เราผิดหวังได้ ล้มได้ แต่เราต้องลุกขึ้น แล้วเริ่มต้นใหม่ แต่ว่าเราจะไม่ทำแบบเดิมๆ ถ้าทำแบบเดิมๆ เราก็จะจบแบบเดิมๆ

มุมมองเรื่องของความรักในวัยเรียน
มุมมองด้านความรัก ส่วนตัวแล้วไม่ค่อยมีประสบการณ์รักในวัยเรียน แต่คิดว่าสำหรับน้องๆ ถ้ามีโอกาสก็มีความรักได้ แอฟมองว่ามันเป็นเรื่องที่น่ารัก แต่ว่าอย่าลืมคิดถึงสิ่งที่ถูกต้อง สิ่งที่เราควรทำ ความรักเป็นส่วนหนึ่งในชีวิตที่เราจะมีความรักความผูกพันกับเพื่อนต่างเพศ ซึ่งมันเป็นเรื่องปกติ ไม่ว่าจะเป็นการคบหาเพื่อนเพศเดียวกันหรือต่างกัน ถ้าคบกันแล้วช่วยเหลือกัน พากันพัฒนาไปในทางที่ดี ก็ไม่ใช่เรื่องเสียหายอะไร

การวางตัวในบทบาทของน้องใหม่กับรุ่นพี่
คล้ายกับเรื่องเพื่อน นั่นก็คือการเปิดใจ ตอนนี้เรามาอยู่ในบทบาทใหม่ เราเข้ามาในสถานที่ใหม่ สังคมใหม่ ทุกอย่างใหม่หมดเลย เพราะฉะนั้นเราต้องเริ่มจากเปิดใจ และเป็นตัวของตัวเอง เชื่อมั่นอย่างหนึ่งว่าเมื่อเราเป็นตัวของตัวเอง ทั้งนิสัยและคาแรกเตอร์ที่ออกมา มันก็จะดึงดูดคนที่เข้ากับเราจริงๆ เข้ามา อย่าปิดกั้นตัวเองมากเกินไป โดยเฉพาะการเปิดใจกับเพื่อนหรือรุ่นพี่ จริงๆ รุ่นพี่ก็เป็นส่วนที่ช่วยเราได้เยอะ ในเรื่องการใช้ชีวิตในมหาวิทยาลัย ถ้าหากว่าเรามีโอกาสได้พูดคุยกับรุ่นพี่ ขอให้ทำ เพราะอาจมีบางแง่มุมที่เราไม่กล้าปรึกษาอาจารย์ บางอย่างปรึกษาเรื่องพี่ได้ ซึ่งแน่นอนว่ามันจะเป็นประโยชน์กับเราด้วย ยิ่งช่วงเข้ามาใหม่เราจะได้ทำกิจกรรมเยอะมาก ทั้งที่ทำกับเพื่อนและรุ่นพี่ แอฟเชื่อว่าการได้ทำกิจกรรมเหล่านี้จะทำให้มีความผูกพันกันลึกซึ้งมากกว่าการเรียนปกติ วันนี้อาจจะรู้สึกถูกบังคับให้มาทำกิจกรรม แต่อยากบอกว่าเมื่อวันที่เราก้าวออกไปจากมหาวิทยาลัย หรือเมื่อวันที่เราเป็นรุ่นพี่ เราจะรู้ว่าที่พี่ๆ ทำอันนั้น เราได้อะไรกลับมาบ้าง และที่ทำทั้งหมดทำเพื่อตัวเขาเองหรือว่าเขาทำให้เรา มันจะสะท้อนกลับมาในสิ่งที่รุ่นพี่เคี่ยวเข็ญ สุดท้ายคนที่ได้จากการทำกิจกรรมคือใคร ก็คือเราเอง แอฟว่าประสบการณ์รอบตัว ไม่ใช่สิ่งที่ผิด แต่ว่าเราต้องไปในทางที่สมควร บางครั้งอาจดูแลตัวเองไม่ได้ร้อยเปอร์เซ็นต์ แต่ถ้าเรามีเพื่อน มีรุ่นพี่ ก็จะมีคนช่วยดูแลเรา

วิธีคิดในการรับมือกับปัญหาชีวิต
ปฏิเสธไม่ได้ว่าทุกคนจะต้องเจอช่วงเวลาแบบนี้ที่เรียกว่างานเข้า ไม่ใช่แค่เรื่องเพื่อน เรื่องส่วนตัว ไม่ใช่แค่ในชีวิตตอนเรียน ตอนโตขึ้นไปทำงานก็มีอยู่แล้ว เชื่อว่าประสบการณ์จะทำให้เราเข้มแข็งขึ้น ทำให้เราตัดสินใจได้ถูกมากขึ้น เราจะตัดสินใจพลาดน้อยลง มีความแน่นอนมากขึ้น แต่โดยหลักแล้วไม่ว่าจะเจออะไรก็แล้วแต่ ขอให้เราเข้มแข็ง อันนี้เป็นอย่างแรก เมื่อเข้มแข็งแล้วการที่จะตัดสินใจแก้ไขปัญหา หรือรับมือยังไง ก็ขอให้เป็นการตัดสินใจซึ่งใช้ตัวเองเป็นหลัก การใช้ตัวเองเป็นหลักไม่ใช่เห็นแก่ตัว แต่เราต้องรักตัวเองและใช้เหตุผลตัดสินใจ ว่าอะไรที่ทำแล้วส่งผลดีกับชีวิตของเราจริงๆ

เมื่อมีปัญหากับเพื่อน
ก็ใจเขาใจเรา เรามีความเป็นตัวเรา เรามั่นใจในความเป็นตัวเอง ในขณะเดียวกันต้องมีความเข้าอกเข้าใจเพื่อนด้วย จุดไหนที่เรายอมรับได้ จุดไหนที่พอจะทำความเข้าใจกันได้ เราก็ยอมเถอะค่ะ แต่ถ้าจุดไหนที่เกินไป เราก็พูดคุยกันได้ แอฟว่าจริงๆ แล้วทุกๆ ปัญหาถ้ามันมีคำว่าเพื่อนอยู่ เรายังเห็นเขาเป็นเพื่อน เขาเห็นว่าเราเป็นเพื่อน เชื่อว่าเราจะคุยกันได้ในที่สุด มันอาจจะต้องใช้เวลาบ้าง แล้วสุดท้ายมันก็จะแก้ปัญหาได้ แต่ว่าเวลาในการแก้ปัญหาเหล่านี้ จะน้อยจะมาก แตกต่างกันไป แล้วแต่ปัญหา แล้วแต่เหตุการณ์ แต่เราจะผ่านมันไปได้ถ้าเรามั่นใจในความเป็นเพื่อนของเรา

การจัดการกับอารมณ์
แต่ละคนต้องหาวิธีของตัวเอง อะไรที่ทำให้เราอารมณ์เย็นลง เครียดน้อยลง เชื่อว่าแต่ละคนมีวิธีที่แตกต่างกันไป บางคนอาจจะอยากอยู่คนเดียว บางคนยิ่งเครียดก็ยิ่งอยากอยู่กับเพื่อน อันนี้แล้วแต่วิธีของแต่ละคน แต่อย่างที่บอกว่าจุดหลักจะอยู่ที่อย่าดำดิ่งกับปัญหาเหล่านั้น อย่าผูกติดกับอารมณ์ตัวเองในขณะนั้น เพราะเมื่อเราก้าวข้ามผ่านมันมา และหันไปมอง บางทีเราตลกตัวเอง ตลกเพื่อน ว่าตอนนั้นเราเป็นอะไรกัน ทำอะไรกัน มันจะเสียเวลา แต่ในขณะนั้นเรามีอารมณ์กับมันมาก อันนี้เข้าใจ อารมณ์วัยรุ่น เพราะฉะนั้นการแก้ปัญหาคือต้องใจเย็นๆ และที่แน่นอนคือเรารักตัวเอง เรามีความเคารพตัวเอง ไม่ว่าจะตัดสินใจแก้ปัญหายังไง ถ้าเราตัดสินใจแก้ปัญหาอย่างนี้ เราต้องมั่นใจว่าเมื่อเวลาผ่านไป เมื่อหันกลับมา เราจะภูมิใจกับสิ่งที่เราทำแบบนั้นไหม เราจะรับสิ่งที่เราตัดสินใจไปได้ไหม เรารักตัวเองไหม

เข้าใจว่าช่วงเวลาวัยรุ่นเมื่อพูดว่าให้รักตัวเอง คืออะไร ยังไม่เข้าใจ ยังไม่เห็นภาพ อาจเป็นเพราะเรายังไม่เคยเจอเหตุการณ์รุนแรงขนาดนั้น เพราะฉะนั้นอะไรที่เราไม่มั่นใจ การมีเพื่อนที่ดีสำคัญมากๆ อีกอย่างคือการที่เรามีอาจารย์อยู่ตรงนี้ ถ้ามีอะไรไม่สบายใจ ไม่มั่นใจ อยู่ที่นี่นักศึกษาทุกคนก็จะใกล้ชิดกับอาจารย์ เป็นเหมือนผู้ปกครองของเรา เห็นว่าอาจารย์ที่นี่ดูแลใส่ใจนักศึกษาอย่างใกล้ชิด ถ้าเราเป็นผู้ปกครองก็คงรู้สึกวางใจ นักศึกษามาใช้ชีวิตอยู่ที่นี่ มีที่ปรึกษาที่ดีที่สุด หนึ่งในนั้นก็คืออาจารย์ อาจารย์ที่นี่ก็ดูใจดีทุกท่าน ถ้ามีอะไรไม่มั่นใจก็ถามอาจารย์ได้

การปรับตัวเรียนกับภาษาอังกฤษ
แอฟก็เป็นอีกคนคนที่เรียนในระบบภาษาไทย เรียนเป็นภาษาไทยมาโดยตลอด ถือว่าเป็นโอกาสดีที่เราได้มาเรียนที่นี่ ที่สอนเป็นภาษาอังกฤษ ถ้าไม่เจอตอนนี้ในอนาคตเราก็จะได้เจอภาษาอังกฤษอยู่ดี เพราะฉะนั้นยิ่งเจอเร็วก็ยิ่งเป็นโอกาสที่ดีของเรา แน่นอนว่าคนที่เก่งภาษาอังกฤษ ก็จะได้เปรียบในการที่จะเข้าหาข้อมูลข่าวสารต่างๆ มากมาย โดยเฉพาะทุกวันนี้มันง่ายมาก เรามีมือถืออยู่กับตัวตลอดเวลา สามารถเข้ามาหาอะไรก็ได้ และถ้าเราสามารถใช้ภาษาอังกฤษได้ ทั้งการเรียนในห้องเรียนและการค้นคว้าหาความรู้เพิ่มเติม มันก็ยิ่งทำให้เราก้าวหน้ามากกว่า ในสมัยนี้การจะได้เรียนได้ฝึกภาษาอังกฤษมันง่ายกว่าสมัยก่อนมาก อย่างเมื่อก่อนถ้าอยากจะดูหนังเป็นภาษาอังกฤษต้องไปหาร้านเช่าวิดีโอ ต้องไปหาหนังซาวแทร็กมาดู สมัยนี้ง่ายมากที่จะหาคลิปดูหนังฟังเพลง มีอยู่ในมือถือที่เราเข้าไปดูได้ตลอดเวลา เมื่อก่อนจะหาอะไรที่จะมาฝึกภาษาอังกฤษมันยากมาก ไม่ได้สะดวกสบายเหมือนสมัยนี้ เพราะฉะนั้นเมื่อมีโอกาสที่เราจะพัฒนาทักษะทางด้านภาษาอังกฤษ ไม่ว่าจะเป็นฟังพูดอ่านเขียน ถือว่าเป็นโอกาสที่ดีที่ได้มาเรียนที่นี่ เพราะเรียนเป็นภาษาอังกฤษอยู่แล้ว ในความรู้สึกแอฟว่ามันเป็นความลงตัวมากๆ มาอยู่ที่นี่จะได้วิถีแบบไทย เรียนในมหาวิทยาลัยและในหลักสูตรของไทย แต่เราได้ใช้ทักษะภาษาอังกฤษ เราสามารถสื่อสารเป็นภาษาอังกฤษ ถือได้ว่าเพอร์เฟ็กท์มากๆ

บางคนยังรู้สึกว่าตัวเองไม่พร้อม
เชื่อว่าส่วนหนึ่งต้องทำใจมาแล้ว เมื่อตั้งใจมาสอบเข้าที่นี่ เพราะต้องรู้ว่าที่นี่สอนเป็นภาษาอังกฤษ แต่ถ้าใครรู้สึกว่ายังไม่มั่นใจ แอฟเข้าใจ เพราะตอนเด็กๆ ก็ไม่มั่นใจ คิดว่าหลายๆ คนก็ไม่มั่นใจเหมือนเรานี่แหละ ทุกๆ คนเรียนรู้ไปพร้อมๆ กัน อย่าไปเครียด เรามีเพื่อนที่เป็นแบบเรา เรียนแบบเราเยอะแยะ เรียนรู้แล้วสนุกไปกับมัน เพื่อนๆ ก็มีทั้งในระดับเท่ากัน แย่กว่า ดีกว่า มีหลากหลายมาก ก็ถือว่าเราจะได้เรียนรู้ไปพร้อมๆ กัน ไม่ต้องกดดันตัวเอง มีความสุขไปกับมัน เมื่อเราสามารถฝึกภาษาได้มันเป็นกำไรมากๆ ไม่ใช่ว่าทุกคนจะมีโอกาสได้เรียนแบบนี้ เชื่อว่าน้องๆ ทราบอยู่แล้วว่าในการใช้ชีวิตประจำวัน การทำงานในอนาคต ภาษาอังกฤษมีส่วนสำคัญและช่วยเราได้มากๆ แต่อยากจะบอกว่าถ้าเราพูดหรือใช้ภาษาอังกฤษได้ดี ได้ถูกต้อง มันก็เป็นสิ่งที่ดี แต่ถ้าไม่ได้เป๊ะมาก สำหรับชาวต่างชาติแล้วไม่ใช่เรื่องสำคัญที่สุด ขอให้สิ่งที่เราจะสื่อสารออกมาให้เข้าใจได้ก็พอแล้ว

ในการฝึกฝนภาษา เราต้องหาสิ่งอะไรที่เราชอบ และใช้สิ่งนั้นเป็นภาษาอังกฤษ แล้วมันก็จะเคยชิน เช่นเราเป็นคนชอบดูหนังฟังเพลง เราก็เริ่มจากที่ยังไม่กล้าพูด ก็เริ่มจากฟังก่อน ฟังเยอะๆ ยังไม่กล้าเขียนก็อ่านก่อนเยอะๆ และเมื่อเราสะสมความรู้ หรือความมั่นใจ เวลาเราฟังบ่อยๆ มันไม่ใช่แค่คำศัพท์ แต่สร้างความมั่นใจว่าฉันฟังออก ฉันดูหนังแล้วสนุก มันก็จะมีความมั่นใจมาส่วนหนึ่ง เมื่อเรามั่นใจถึงระดับหนึ่ง เราก็สื่อสารออกมาได้ ขอให้มีความสุขกับสิ่งที่ได้สื่อสารออกมา จะผิดบ้าง จะไม่เพอร์เฟกท์ก็ไม่เป็นไร ก็แค่เราได้ถ่ายทอดสิ่งที่เรารักหรือสิ่งที่เรารู้มันจริงๆ ออกมา ขอให้ทุกคนสนุกกับการเรียนรู้ทุกอย่าง สนุกกับชีวิตมหาวิทยาลัยค่ะ