ดีเจพี่อ้อย เปิดคลับฟรายเดย์ ณ มฟล. ให้ข้อคิดเรื่องใช้ชีวิตและความรักนักศึกษาใหม่

ดีเจพี่อ้อย เปิดคลับฟรายเดย์ ณ มฟล. ให้ข้อคิดเรื่องใช้ชีวิตและความรักนักศึกษาใหม่


มหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง (มฟล.) โดย สำนักงานส่งเสริมและพัฒนาวิชาการ เปิดเวที Teen Lesson ประสบการณ์วุ่นๆ ของวัยรุ่นในวัยเรียน ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของกิจกรรม How to Live and Learn on Campus 2019 ระหว่างวันที่ 15-19 กรกฎาคม 2562 โดยได้เชิญ ดีเจพี่อ้อย นภาพร ไตรวิทย์วารีกุล แห่ง Club Friday มาเป็นติวเตอร์เรื่องหัวใจและช่วยแนะแนวทางในการปรับตัวในการใช้ชีวิตในรั้วมหาวิทยาลัยให้กับน้องๆ นักศึกษาใหม่กว่า 3,600 คน ได้รับฟัง โดยได้เน้นย้ำปัญหาที่หลายฝ่ายให้ความสำคัญก็คือโรคซึมเศร้าของวัยรุ่น ทั้งการดูแลตัวเองของผู้ที่สงสัยว่าตัวเองเป็นและเพื่อนที่ต้องใส่ใจกันและกัน ซึ่งในช่วงท้ายได้เปิดโอกาสให้น้องปี 1 ได้ถามคำถามเพื่อปรึกษาปัญหาด้านต่างๆ ทั้งเรื่องเพื่อนและเรื่องความรัก นับเป็นกิจกรรมที่ได้รับเสียงตอบรับเป็นอย่างดี ทั้งยังเป็นประโยชน์สำหรับการใช้ชีวิตของนักศึกษาใหม่เป็นอย่างมาก

เวลาไปบรรยายที่ไหน มักได้รับคำแนะนำตัวว่าพี่อ้อยเป็นกูรูเรื่องความรัก ที่จริงแล้วในโลกนี้ไม่มีใครรู้ไปทุกเรื่อง ไม่มีใครเป็นกูรูความรักที่ดีที่สุด แต่พี่อ้อยมีโอกาสได้ทำรายการ Club Friday ที่มีหลายๆ คนโทรเข้ามาเล่าเรื่องเข้ารักให้ฟังมากมาย ส่วนตัวพี่อ้อยเชื่อว่าทุกคนสามารถตอบปัญหาเรื่องความรักได้ เป็นกูรูความรักได้ทุกคน โดยเฉพาะถ้ามันไม่ใช่ปัญหาของเรา เราจะเก่งมาก มีคนโสดเยอะมากที่ตอบปัญหาความรักได้ดี เพราะปัญหาคนอื่นเราใช้หัว...ปัญหาตัวเราใช้ใจ เพราะฉะนั้นเวลาที่มีใครมาปรึกษาปัญหาความรักกับน้องๆ เราอาจจะพูดได้ว่า “..เฮ้ย อย่าโง่ เป็นชั้น ชั้นเลิก ทำไมแกโง่ขนาดนี้” อย่าไปพูดแบบนี้ ความรักไม่มีใครโง่ มีแต่ยอมหรือไม่ยอม ถ้าวันไหนมันเกิดขึ้นกับเรา เราอาจเป็นคนที่โง่กว่าใครก็เป็นได้

สิ่งเดียวที่คลับฟรายเดย์ทำอยู่ทุกวันศุกร์ ก็คือ..การฟัง วันนี้เราเชื่อว่าเรามีอุปกรณ์สื่อสารอยู่ข้างตัว จนเราเริ่มกลัวการไม่สื่อสาร ถ้าวันนี้เราลืมโทรศัพท์มือถือ กับลืมกระเป๋าตังค์ พี่เชื่อว่ามีหลายคนยอมกลับไปบ้าน เพื่อไปเอามือถือ ส่วนตังค์ยืมเพื่อนเอาก็ได้

ถามว่าทำไมวันนี้ไม่ค่อยมีคนฟังกัน วันนี้น้องๆ มีโทรศัพท์มือถือ พี่เชื่อว่ามีเบอร์ในโทรศัพท์มือถือเป็น 1,000 แต่เวลาเจอปัญหา สไลด์ไปจนจะหมดหน้าจอ ก็ยังไม่รู้เลยว่าจะโทรหาใคร โทรหาคนนี้ก็มีเรื่องนี้ โทรหาคนนั้นเขาก็มีแฟนอยู่แล้วไม่อยากไปยุ่งกับเขา แล้วจะโทรไปหาอีกคนนึงก็ทำงานอยู่อย่าไปยุ่งกับเขาเลย วันนี้เราเลยไม่รู้จะโทรหาใครเวลามีปัญหา นั่นทำให้เรามีชุมชนเล็กๆ ที่ชื่อว่า Club Friday จัดรายการกันสองคน บางคนยังแยกไม่ออกเลยนะว่า คนไหนพี่อ้อยพี่ฉอด มันเป็นพื้นที่เล็กๆ ที่เปิดโอกาสให้ได้ฟังเรื่องคนโทรเข้ามาเล่าเรื่องให้พี่อ้อยฟัง เราไม่ได้มีการตอบปัญหาอะไรมากมาย ปัญหาความรักกว่า 80% แก้ไม่ได้แล้วค่ะ พี่ยืนยันแบบนี้ ไม่ต้องคอตกที่รู้สึกว่าปัญหาความรักแก้ไม่ได้

ใครที่นั่งอยู่ตรงนี้มีความรักแล้วยกมือค่ะ ใครโสดยกมือค่ะ พี่จะบอกว่าปี 1 เข้ามาให้โสดไว้ อนาคตยังอีกยาวไกล เห็นอะไรบางอย่างไหม พี่จะบอกว่าเวลาถามว่าใครมีความรัก มันจะมีคนยกมือแบบเบาบางกว่า แต่พอถามว่าใครโสดบ้างมีเสียงของความสุขดังลั่นอยู่ในนั้น มันอาจจะเป็นไปได้นะว่าตอนนี้โสดแล้วความสุขขึ้นอยู่กับเรา ยังไม่ต้องเอาไปผูกขาของใคร ถ้าน้องมีความรักเมื่อไหร่ ความสุขกว่าครึ่งจะไปขึ้นอยู่กับอีกคนนึง คิดง่ายๆ เวลาถึงวันเกิดเรา คนที่ควรจะมีความสุขคือเรา และคนที่ทำให้เราเกิด นั่นคือพ่อแม่ แต่คนที่มีแฟนแล้วพอถึงวันเกิดปั๊บ เริ่มกระวนกระวายใจว่าคนที่เราให้ความสำคัญไม่ให้ความสำคัญกับวันเกิดเรา นั่งเดาว่าเมื่อไหร่จะได้ของขวัญ เมื่อไหร่จะเซอร์ไพรส์ แล้ววันนั้นความสุขของวันเกิดก็จะกลายเป็นไม่มีความสุข เพราะคนที่ให้ความสำคัญเขาไม่ให้ความสำคัญเรา

วันวาเลนไทน์ก็เหมือนกัน หลายคนคิดว่าคนที่มีความสุขในวันวาเลนไทน์ก็คือคนที่มีแฟน ไม่จริงค่ะ คนที่มีความสุขที่สุดในวันวาเลนไทน์ก็คือคนโสด เราไม่ต้องคาดหวังอะไรจากใคร ดอกไม้ซื้อเองได้ ไม่ต้องนั่งรอของใคร จะซื้อกี่ช่อก็ได้ ความคาดหวังทำให้เราทุกข์มากขึ้น เพราะฉะนั้นวันนี้น้องยังอยู่ปี 1 ความสุขขึ้นอยู่กับเรา ไม่ต้องไปผูกกับใครค่ะ ใครเป็นคนโสดก็แค่หาวิธีแก้เหงา ดีกว่าต้องนั่งเศร้าถ้าเขาไม่ใช่ พี่ไม่ได้เป็นคนแอนตี้ความรัก พี่ก็เป็นคนที่ใช้ชีวิตคู่ แต่อยากให้แต่ละคนใช้เวลาใช้โอกาสให้สมกับวัยตัวเอง

เวลาที่เราเรียนจบมาจากสถานบัน พี่มักจะพูดว่าเรียนจบไม่ได้สิ้นสุดการเรียนรู้ แค่เราเปลี่ยนครูคนใหม่ และครูจะมีไปเรื่อยๆ ต่อให้น้องเรียนจบมหาวิทยาลัยออกไปทำงาน น้องก็ต้องมีครูเช่นเดียวกันคนบนโลกนี้ ทุกคนเป็นครูซึ่งกันและกัน วันนี้เราเข้ามาเจอสังคมใหม่ๆ เจอเพื่อนใหม่ มีทั้งคนที่เราชอบ มีทั้งคนที่เราไม่ค่อยชอบเท่าไหร่ แต่ต้องอยู่ด้วยกันให้ได้ เพราะมีหลายๆ ครั้ง ที่พี่มักจะบอกเสมอ ว่าเวลาตอนที่เราเรียนมันมีโอกาสในชีวิตเยอะมาก ที่จะได้รับการให้อภัย อีกหน่อยน้องจะไปทำงาน มีคนที่ทำงานเดียวกับเรา มีคนทั้งคนที่เราชอบและคนที่เราไม่ชอบ แต่น้องจะลาออกจากงาน เพียงเพราะเจอคนที่ไม่ชอบได้ไหม มันก็ได้ ถ้าน้องคิดว่าน้องหางานง่ายขนาดนั้น แต่ในที่สุดแล้วงานเลือกได้ เจ้านายกับเพื่อนร่วมงานเลือกไม่ได้ มีใครจะไปเขียนใบสมัครงานไหม ว่าต้องการเจ้านายที่เข้าใจโลก เข้าใจเรา ต้องการเพื่อนร่วมงานที่ไม่เห็นแก่ตัว จะเขียนก็ได้นะ แต่จะให้ได้หรือเปล่าไม่รู้ ก็ลองดู คนบางคนต้องใช้เวลา เราจะรู้สึกว่าตอนแรกไม่ชอบหน้า แต่หลังๆ กลายมาเป็นเพื่อนตาย ก็ไม่แน่ แรกๆ ก็ดูแลกันดี แต่นานๆ ไปคนนี้ดูไม่ค่อยน่ารักเท่าไหร่ ต่อให้ตายก็ไม่เอาคนนี้เป็นเพื่อน ก็มี แต่เรายังต้องทำงานกับเขาให้ได้

รุ่นพี่อ้อยเวลาข่าวที่จะออกมาเป็นข่าวที่คัดกรองมาแล้ว แต่ข่าวรุ่นน้อง ข่าวและโซเชียลวิ่งชนน้องตลอดเวลา เมื่อกี้นั่งฟังอยู่ แล้วดีใจว่าเราให้ความสำคัญกับโซเชียลเยอะมาก มีกิจกรรมชัวร์ก่อนแชร์ฝึกให้น้องๆ รู้เท่าทันโซเชียล วันนี้ยุคโซเชียลทำให้เกิดแบบนี้หรือเปล่า ซึ่งพี่มั่นใจว่ามันทำให้เรามีความสุขน้อยลง

ไปพูดทุกสถาบัน ปัญหาที่หลายที่เจอ น้องๆ เป็นโรคซึมเศร้ากันเยอะมาก แต่ต้องเข้าใจก่อนนะ ซึมเศร้าไม่ได้เบาอย่างที่เราคิด ซึมเศร้าไม่ได้หมายถึงฝนตกๆ แล้วนั่งทำ MV น้ำตาปรอยๆ แล้วบอกว่าดูสิวันนี้ฉันซึมเศร้าจังเลย ไม่ใช่ นั่นอาจจะแค่เศร้าซึม และวันนี้พอซึมเศร้ามันเข้ามาอยู่ในชีวิตเราเยอะขึ้น บางคนถึงขั้นฆ่าตัวตาย ต้องยอมรับว่ามันไปถึงจุดนี้ เพราะฉะนั้น พี่ยังยืนยันเสมอ ไม่แน่ว่าโซเชียลอาจเป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้เราเป็นซึมเศร้าได้มากขึ้น ถ้าน้องเสพติดชีวิตคนอื่นทุกวัน น้องสไลด์หน้าจอไป ดูชีวิตคนอื่นตลอดเวลา และเอาจริงๆ ไม่มีใครลงรูปทุกอย่างในโซเชียล เวลาน้องเอารูปลงโซเชียลใส่กี่แอป รูปอยู่กล้องใครคนนั้นรอด บางคนถ่ายรูปมากำลังอ้าปากเพื่อนเอารูปลงโซเชียล เราบอกรูปนั้นไม่ดีเลย เพื่อนบอกไม่เป็นไรฉันสวย บางทีจะลงโพสต์ทีต้องดูว่าหน้าใสหรือเปล่า แขนใหญ่หรือเปล่า ถุงใต้ตาเยอะมั้ย น้องใช้แอปตั้งเยอะ กว่าจะเอารูปนั้นลง แต่ชีวิตคนจริงๆ ไม่มีใครมีความสุขตลอดเวลา แต่เขามักจะเลือกเอารูปที่เขามีความสุขลงโซเชียล คราวนี้เวลาที่เราเห็นแล้วอาจจะรู้สึกว่าทำไมชีวิตของเธอดีจังเลย ไปญี่ปุ่นอีกแล้ว เอาจริงๆ ก็อาจจะไปมาหลายปีแล้วแต่รูปเพิ่งเอาลงก็ได้ ลงแล้วลงอีกก็มี เพราะฉะนั้นอะไรก็ตามมองอยู่ไกลๆ ยังไงก็สวย อยู่ด้วยอาจเป็นอีกแบบ เพราะฉะนั้นเวลาที่เราไปดูชีวิตของคนอื่น อย่าเพิ่งคิดว่าชีวิตเขาดีจังเลย แล้วชีวิตของเราแย่จังเลย

หลายครั้งที่เรากระหน่ำซ้ำเติมตัวเอง มันจะทำให้สารเคมีในสมองลดลงก็เป็นภาวะซึมเศร้าได้ แล้วรู้สึกว่ามุมน่าอิจฉาของคนอื่นดูใหญ่โต แต่มุมน่าสงสารของตัวเองใหญ่กว่า ซึ่งพี่จะบอกว่าคนทุกคนมีมุมน่าอิจฉาและน่าสงสารด้วยกันทุกคน ปีที่แล้วที่มา ม.แม่ฟ้าหลวง มีคำถามบางคำถามที่มีรุ่นน้องปีหนึ่งที่เราเรียกว่าเฟรชเชอร์ น้องไม่มีคุณพ่อคุณแม่ และน้องรู้สึกว่าน้องมีชีวิตไม่เหมือนคนอื่น และไม่รู้จะรับมือสิ่งที่อยู่ในวิธีคิดของตัวเองยังไง

พี่ก็อยากบอกว่าน้อง เชื่อไหมว่าเวลาน้องนั่งรวมกับคนอื่น พี่ไม่เห็นความแตกต่างเลยน้องเองต่างหากที่คิดเอาเองว่าการที่เราไม่มีคุณพ่อคุณแม่อยู่ใกล้ๆ คือความทุกข์ทรมาน แต่พี่ไม่เห็นแบบนั้น พี่เห็นเด็กคนหนึ่งที่สดใสได้เท่าเพื่อนๆ พี่เห็นเด็กคนหนึ่งมีโอกาสในชีวิตได้เท่ากับเพื่อนๆ ความสุขไม่ได้อยู่กับที่เรามีอะไร แต่อยู่ที่เรารู้สึกยังไงกับสิ่งที่เรามี พี่พูดคำนี้บ่อยมาก พี่อยากให้น้องๆ ทุกคนวันนี้เป็นคนเก่งที่มีความสุข ความสุขไม่ได้นั่งรอว่าชีวิตจะต้องรวย ชีวิตฉันต้องมีแฟน ชีวิตฉันต้องมีเงิน ชีวิตฉันต้องทำงานในบริษัทยิ่งใหญ่อลังการ จริงๆ มันอยู่ที่เรารู้สึกยังไงกับสิ่งที่เรามี

วิธีเช็คง่ายมาก แค่ถามว่าใครโสด ใครมีความรัก พี่เชื่อว่ามีคนโสดหลายคน ขนาดโสดยังมีหลายแบบเลย คนโสดบางคนรู้สึกว่าก็ดีนะที่โสด มีความสุขดีไม่ต้องคอยรายงานใคร กับโสดอีกแบบที่รู้สึกว่าเมื่อไหร่ฉันจะมีภาวะเสี่ยงสักที แต่ในที่สุดแล้ว พี่ยังคงยืนยันว่าวิธีคิดต่อตัวเองเป็นสิ่งสำคัญ เหมือนที่น้องปีที่แล้วถามพี่ว่าหนูไม่มีพี่น้องพ่อแม่ให้อยู่ใกล้ๆ หนูไม่เหมือนคนอื่น ไม่มีแล้วไง ในเมื่อสิ่งที่พี่เห็นน้องไม่เห็นแตกต่างจากใครเลย วิธีคิดถึงเป็นเรื่องที่สำคัญที่สุด

คราวนี้คำว่าโรคซึมเศร้า พี่ค่อนข้างซีเรียส ในฐานะที่คนได้นั่งฟังปัญหาหลายๆ คนอยู่เรื่อยๆ เวลามีคนโทรเข้ามาในคลับฟรายเดย์ แล้วพูดว่าตัวเองเป็นโรคซึมเศร้า วิธีการให้คำปรึกษาพี่จะต้องแตกต่างจากการให้คำปรึกษาคนอื่น ถามว่าทำไม เพราะน้องเขาจะมีตรรกะบางอย่าง เช่นสมมุติพี่อ้อยบอกว่าเป็นคนปกติทั่วไปแค่เศร้าซึม น้องอกหักผิดหวังจากความรัก พี่ก็จะบอกว่าน้องคะคนอื่นเจ็บมากกว่าเราเขายังรอด เราก็ต้องรอดเช่นเดียวกัน พูดแบบนั้นเพราะพี่ต้องการบิลด์ให้เขามีพลังกลับมา แต่พูดประโยคนี้กับคนซึมเศร้าไม่ได้ คนเป็นโรคซึมเศร้าสามารถฆ่าตัวตายได้ด้วยประโยคนี้ เพราะว่าพี่อ้อยมาหาว่าเขาแหยใช่มั้ย พี่หาว่าหนูอ่อนมากใช่มั้ย คนอื่นเจอหนักกว่าเราเขายังรอด พี่คิดว่าหนูคงไม่รอดใช่ไหม นี่คือตรรกะของคนเป็นโรคซึมเศร้า

จริงๆ วันนี้เมื่อเราเข้ามาอยู่ในสังคมเล็กๆ ของเรา ต่อให้มีเป็นพันๆ คน พี่ยังเรียกเป็นสังคมเล็ก จนกว่าน้องจะออกไปเจอสังคมที่กว้างใหญ่คือสังคมการทำงาน พี่ขอให้เป็นคนช่างสังเกต ถ้าเมื่อไหร่ที่เพื่อนมีอาการผิดปกติ เงียบลงผิปกติ พี่อยากให้น้องถามเพื่อน ว่าเป็นไรป่าว คนไทยโกหกอยู่ 2 คำ คือคำว่าโอเค กับไม่เป็นไร และหลายครั้งคำว่าไม่เป็นไรแปลว่าเรื่องใหญ่กำลังจะตามมา ไม่เป็นไรก็ดีแล้ว ถ้าเป็นไรแล้วบอกฉันนะ พูดแบบนี้อย่างน้อยให้เพื่อนสัมผัสได้ ให้รู้ว่าเขาไม่ได้อยู่คนเดียวบนโลกนี้ ไม่แน่ว่าเราอาจทำให้คนที่เป็นโรคซึมเศร้า มีอัตราการฆ่าตัวตายน้อยลง

พี่ไปพูดที่มหาวิทยาลัยแห่งหนึ่ง ยกตัวอย่างอาจารย์บอกว่ามีนักศึกษาหลายๆ คน เวลาไม่ได้อะไรอย่างใจใช้หัวโขกกำแพง คือวันนี้จะต้องมีจิตแพทย์เข้ามาดูแล และไม่ใช่เรื่องน่าตกใจ พี่อยากสร้างค่านิยมใหม่ ว่าการไปหาจิตแพทย์ไม่ใช่เรื่องผิดปกติ เรามักจะคิดว่าจะหาว่าเราบ้าหรือเปล่า เวลาน้องปวดหัวน้องยังอยากรู้ว่าทำไมเราปวดหัว เพราะฉะนั้นเวลาที่เราปวดใจ เราต้องหาคำตอบให้ได้ว่าทำไมเราปวดใจ

พี่ห่วงคนที่เป็นโรคซึมเศร้าในวันนี้จริงๆ และถ้าเป็นแล้วก็ทานยา มันมีซีรีย์เรื่องหนึ่งที่ gdh ทำเรื่อง SOS เป็นเรื่องราวของคนป่วยโรคซึมเศร้า เป็นเรื่องที่คนดูน้อยมาก ในซีรีย์เรื่องนี้เขาทำออกมาให้เนียนมาก ให้เห็นเลยว่าคนเป็นโรคซึมเศร้ามองโลกนี้เป็นแบบไหน มันจะเห็นเป็นคลื่นๆ แต่สิ่งที่พี่ได้จากเรื่องนี้ คือการดูแลคนเป็นโรคซึมเศร้า ดูแลด้วย 3 อย่างคือ 1 ต้องหาหมอเพื่อกินยา เป็นเรื่องที่ปฏิเสธไม่ได้ 2 ดูแลได้ด้วยการออกกำลังกาย ให้เหงื่อมันออก ให้มันมีความสุข ให้สารเอ็นโดรฟินหลั่ง และ 3 ค่อนข้างสำคัญก็คือสังคมรอบข้าง อย่าเพิ่งคิดว่าโรคซึมเศร้าเป็นโรคของคนสำออย ไม่ใช่นะคะ ในใจเขามีเสียงเรียกร้องขอความช่วยเหลืออยู่ตลอดเวลา แค่เพียงแต่อยากให้เราได้ฟังกันเท่านั้นเอง

วันนี้น้องเข้ามาเพิ่งเริ่มต้นในรั้วชีวิตมหาวิทยาลัย และพี่อยากให้รู้อีกอย่างเช่นเดียวกัน ว่าสังคมวันนี้มันเปราะบางกว่าที่เราคิด คำพูดบางคำ เราพูดไปเบาๆ ไม่คิดว่าจะเกิดอะไรขึ้น แต่มันกลายเป็นสิ่งที่กระทบใจเขาแบบเป็นเรื่องใหญ่มาก สังคมไทยวิจัยออกมา วันนี้มีเรื่องของการบูลลี่หรือการเหยียด มีการบูลลี่กันเยอะมาก เช่นล้อเพื่อนอ้วนจังเลย ทั้งที่เขาไม่ได้อ้วนบนหัวใคร แต่เราก็จะไปวิเคราะห์วิจารณ์ หรือแม้แต่เข้าไปโซเชียล เข้าไปบอกว่าหน้าไม่สวยเลยเนาะ มีแฟนได้ไงอ่ะ พูดไปไม่เห็นได้อะไรเลย เพราะฉะนั้นวันนี้พี่เชื่อว่าคนทุกคนมีความเป็นมนุษย์เท่ากันหมด

ไม่รู้ว่าได้ดูละครใบไม้ที่ปลิดปลิวกันหรือเปล่า พี่ไม่ติดละครมานานมาก พี่เพิ่งได้ดูละครเรื่องนี้ เป็นเรื่องของสาวประเภทสอง นิยายเรื่องนี้เขียนเมื่อ 10 กว่าปีที่แล้ว ในสมัยนั้นสาวประเภทสองโดนดูถูกมากกว่านี้ เราก็อาจมีเพื่อนที่ไม่ใช่ชายจริงหญิงแท้ แต่พี่เชื่อว่าเราทุกคนมีความเป็นมนุษย์เท่ากันหมด อย่าเอาเขามาล้อเล่น เพียงเพราะเห็นว่าเป็นสิ่งสนุกสนาน เขาอาจจะเป็นคนที่ทำให้เราหัวเราะเสียงดัง แต่ใครจะรู้ว่าบางทีเขาก็ร้องไห้เสียงดัง แต่เขาฟังอยู่คนเดียว วันนี้เราจะช่วยกันเป็นผู้ฟังที่ดี

สำหรับวันนี้ พี่อยากฝากเอาไว้ 5 ข้อ สำหรับการจะเป็นคนเก่งที่มีความสุข

ข้อ 1 วันนี้โซเชียลทำให้เราเป็นคนที่รออะไรไม่ค่อยเป็น เกิดขึ้นบ่อยมากเราสามารถจ่ายตังค่า WiFi แรงๆ เพื่อให้เราสามารถโหลดนั่นนู่นนี่ต่างๆ ได้อย่างรวดเร็วว่องไว เดี๋ยวนี้ไปวัดยังขอรหัส WiFi เจ้าอาวาส เรารู้สึกว่าเราอยู่กับการสื่อสารแทบตลอดเวลา อาการรอไม่เป็น มันโยงมาถึงเรื่องของความรักด้วย เวลาที่มีคำถามถามเข้ามา ว่าพี่อ้อยพี่ฉอดขา หนูแอบชอบเพื่อนค่ะ หนูบอกเขาเลยดีไหมคะ พี่อ้อยมักจะถามว่าชอบมานานหรือยัง น้องตอบเพิ่งเจอเมื่ออาทิตย์ที่แล้วอ่ะค่ะ หลายคนอยากปิดการขาย แล้วก็รู้สึกว่าเวลาน้อยใช้สอยประหยัด หนูอยากโดดจากคานเต็มทีแล้ว พี่ก็ยังยืนยันว่า เวลา มันเป็นเรื่องจำเป็นกับหลายความสัมพันธ์ รับรู้ไม่ได้แปลว่าเขารับรัก

มันเป็นเรื่องมหัศจรรย์อย่างหนึ่ง ก่อนบอกรักว่ายากแล้ว บอกไปแล้วยากกว่ามาก พี่เชื่อว่าในรั้วมหาวิทยาลัยมีเยอะมาก ในเรื่องของวิชาการเรียนรู้มนุษย์และต้องเรียนรู้ความรัก เราจะเข้าใจสิ่งที่พี่พูด ทำไมถึงบอกว่าก่อนบอกรักว่ายากแล้ เพราะบอกไปแล้วยากกว่า ร้อยทั้งร้อยเวลาที่โทรเข้ามาถาม ว่าพี่คะหนูบอกเขาไปเลยดีไหม แล้วน้องก็จะห้อยมาอีกประโยค ว่าแต่หนูก็ไม่ได้หวังอะไรนะคะ โกหกที่สุด พี่ไม่เชื่อว่าน้องไม่หวัง แต่พี่จะบอกว่าบางทีต่อให้เราไม่บอก เขาดูออกตั้งนานแล้ว เพียงแต่ว่าตอนที่ไม่บอกเขาอึดอัดน้อยกว่า แต่เวลาที่เราบอกไปมันเหมือนกระโดดบีบคอเขากลายๆ ว่าตกลงเธอจะเอายังไง บางทีการชอบเขาอยู่ในมุมของตัวเรา มันก็ปลอดภัยดี ทำไมพี่ถึงบอกว่าต่อให้ไม่บอกก็ดูออกตั้งนานแล้ว น้องอย่าลืมนะว่าการสื่อสารของมนุษย์ 2 อย่างที่สำคัญมาก ที่ปิดยากมาก หนึ่งคือสายตา ต่อให้อยู่กันตรงนี้เป็นพันคน พี่เชื่อว่ามีคนที่เดินมาแล้วสามารถตาแป๊บนึง เราจะรู้ว่ามีคนที่เราชอบอยู่ตรงนั้นหรือเปล่า ไม่ว่าจะมีคนอยู่เยอะแค่ไหนก็ตาม มันเหมือนจะมีไฟลอดส่องลงมาให้เราเห็นคนคนนั้นอยู่ตลอดเวลา และอย่าลืมว่าสายตาของเราแอบมองเขาตลอดเวลาเช่นกัน ต่อให้น้องบอกว่าเขาไม่รู้หรอกพี่ เขาไม่รู้หรอกว่าหนูชอบ มีแต่น้องคนเดียวเท่านั้นแหละ ที่ไม่รู้ว่าเขารู้กันหมดทั้งคณะแล้วว่าหนูชอบใคร สายตาเป็นเรื่องสำคัญ ไม่ใช่เรื่องความรักอย่างเดียว ตั้งแต่นี้เป็นต้นไปไม่ว่าน้องจะสื่อสารกับใคร น้องอย่าลืมว่าการพูดเป็น 20% ของการสื่อสารเท่านั้น วันนี้เราจะสื่อสารกับอาจารย์ สื่อสารกับเพื่อน เพื่อนที่น่ารักนิสัยดี เพื่อนที่ไม่ค่อยช่วยงาน เราอาจจะพูดอะไรควรใช้สายตาประกอบ วันนี้เรามัวแต่มองจอ ไม่รอเจอหน้ากัน น้องเลยไม่รู้ว่าสัญชาตญาณการมองมันเป็นสิ่งสำคัญมาก เวลาพี่อ้อยมองไปรอบๆ สายตามองขึ้นมามันมีการสื่อสารบางอย่าง

การสื่อสารที่ทรงพลังมากอย่างหนึ่งก็คือ ยิ้ม รอยยิ้มจะลดระยะห่างระหว่างคนสองคน วันนี้น้องเข้ามาสู่รั้วมหาวิทยาลัย พี่รู้สึกว่าเด็กรุ่นนี้เป็นเด็กที่ไม่ค่อยยิ้ม อาจจะด้วยรู้สึกว่าไม่ค่อยมั่นใจ และจะมีคนบอกพี่อ้อยว่าก็ไม่รู้จะยิ้มทำไม ไม่ใช่คนบ้า บางทีก็อิจฉาคนบ้านะคะ ยิ้มได้กับทุกเรื่อง วันนี้เรามีเรื่องให้ยิ้มเยอะแยะ แต่เราไม่ยิ้ม เวลาเราเข้าไปในที่ที่เราไม่คุ้นเคย ไปทำงานใหม่ เข้าชมรมที่เราไม่คุ้นกับผู้คน ยิ้มให้เขาไปก่อน มันส่งพลังไป ใช้สายตาที่มันยิ้มด้วย พี่เชื่อว่ายิ้มของแต่ละคนไม่เหมือนกัน บางคนดูแล้วยิ้มยิ้ม บางคนยิ้มเลือดเย็น ยิ้มเดียวกันต้องใช้สายตาด้วย เพราะมันเป็นการสื่อสารที่สำคัญ อีกหน่อยน้องไปสมัครงานที่ใด ยังไม่ต้องพูดหรือส่งเสียงใดๆ ยิ้มทำให้เราดูอ่อนโยน ยิ้มทำให้เราดูเปิดรับใ ช้การสื่อสารที่ส่งพลังนี้ให้ดี

นอกเหนือจากสายตา อีกหนึ่งอย่างที่ปิดยากมากคือน้ำเสียง โทรศัพท์หาใคร ฮัลโหลเดียวก็ฟังออกว่าเขาอยากฟังไหม เมื่อไหร่ที่ฮัลโหลเสียงต่ำ เราจะรู้สึกว่ายุ่งหรือเปล่า เดี๋ยวโทรใหม่นะ แต่ถ้าเมื่อไหร่เสียงมันเปิดฮัลโหลยาว แบบนี้คุยยาว พี่รู้สึกว่าวันนี้เราอยู่กับโซเชียลเยอะ เราเห็นแต่ข้อความ ต่อให้ส่งสติกเกอร์ LINE เป็นรอยยิ้ม มันไม่เหมือนน้ำเสียง หรือส่งข้อความหาแฟน มันก็มีไม่กี่ประโยค ก็จะถามว่าทำอะไรอยู่ แต่คนอ่านมันแปลน้ำเสียงนั้นออกมาเป็นแบบไหน บางคนแปลว่าจับผิดว่าทำอะไรอยู่ ก็จะโมโหก็คิดว่าตามจิกทำไม แต่ถ้าเราโทรหา ทำอะไรอยู่อ่ะแล้วใส่เสียง 2-3-4 มันทำให้ทุกอย่างเบาลง เช่นกันอยากได้อะไรจากใคร ใช้น้ำเสียงที่ยิ้มด้วย

ทำงานกับเพื่อน เพื่อนเห็นแก่ตัวมากเลย ก็คงไม่สามารถเดินเข้าไปบอกได้เลยว่า แกหยุดเห็นแก่ตัวเดี๋ยวนี้ มาช่วยฉันทำงาน ใจเขาใจเรานะคะ เราจะทำไหมล่ะ ไม่มีใครด่าแล้วเจริญ พี่เชื่อว่าไม่มีใครด่าแล้วทำให้อีกคนดีขึ้น แต่มันมีกลวิธีเยอะมากที่จะสื่อสาร โอ้โห..ตั้งแต่เข้าคณะมาไม่เห็นมีใครเก่งเรื่องนี้เท่าแกเลย สอนฉันหน่อยสิ ให้เก่งได้เท่านิดเดียวของแกก็พอแล้ว เขาจะรู้สึกตัวใหญ่ และสิ่งที่ได้มาคือ เดี๋ยวสอนให้ เราก็จะคิดในใจว่า เออ..ทำงานซะที มันคือวิธีการสื่อสาร ซึ่งมันเป็นเรื่องจำเป็น พี่ถึงบอกว่า การรอให้เป็นเป็นเรื่องสำคัญ

เข้ามาในสำนักวิชา พี่เชื่อว่าบางคนยังงงอยู่ มีใครบ้างที่เข้ามาเรียนปีหนึ่งแล้วยังไม่รู้ว่าสิ่งที่เราชอบจริงๆ คืออะไร นี่ไม่ใช่เรื่องแปลก พี่เคยไปพูดงานปัจฉิมนิเทศ น้องๆ กำลังจบปี 4 แล้วยังไม่รู้เลยว่าตัวเองชอบอะไร ไม่แปลกเลย พี่ไปพูดในที่ทำงานหลายออฟฟิศ กว่า 80% ไม่ได้ชอบในสิ่งที่ตัวเองเรียน และไม่ได้ทำในสิ่งที่ตัวเองเรียน แต่มันจะย้อนกลับมาในประโยคที่พี่บอกว่า ความสุขไม่ได้อยู่ที่ว่าเรามีอะไร แต่มันอยู่ที่เรารู้สึกยังไงกับสิ่งที่เรามี สิ่งที่ใช่ถ้าทำได้เป็นเรื่องดี แต่เมื่อทำอาชีพสามารถทำได้แม้สิ่งนั้นจะไม่ชอบ เป็นสิ่งดีเช่นกัน บางทีเราต้องเรียนรู้ในสิ่งที่ไม่ชอบบ้าง พี่เป็นคนที่ทำอาชีพดีเจมาทั้งชีวิต ถามกี่ครั้งพี่ก็ยังอยากเป็นดีเจ และเป็นดีเจมา 20 กว่าปี สิ่งที่พี่ไม่ชอบเลยคือการทำรายการทีวี ไม่ชอบแต่วันนี้ต้องทำคลับฟรายเดย์โชว์ ทุกวันเสาร์ เป็นเรื่องของการสัมภาษณ์ พี่ไม่เคยชอบรายการทีวีเลยแต่ต้องทำ เพราะในวันหนึ่งที่ทีวีดิจิตอลก็มาสู่ชีวิตเราเยอะมาก พี่ฉอดบอกว่าวิทยุมันเล็กลงแล้วนะ เราไม่สามารถทำได้แต่วิทยุอย่างเดียว เราต้องทำ content ทีวีด้วย แต่สิ่งหนึ่งที่พี่เรียนรู้กับสิ่งที่ไม่ชอบ สิ่งที่ค้นพบคือชีวิตคนดังหลายคนน่าสนใจ เป็นคนธรรมดาดีสุดแล้ว น้องคะเป็นคนธรรมดาเวลาอกหักเสียใจ มีแต่ร้องไห้ นอนเป็นผักอยู่คนเดียวก็ได้ เป็นคนดังอกหักแล้วมีไมค์มาจ่อปากถามว่าทำไมเลิกกัน จะให้ต้องบอกกี่ครั้งว่าเขาไม่เอาเราแล้ว ทำไมเราต้องมานั่งตอบตลอดเวลา ว่ามันไม่มีความสุขแล้วไง เลยเลิกกัน แม้กระทั่งบางคู่เลิกกันไป 5 ปีแต่ไปแต่งงานใหม่ นักข่าวยังไปถามเลยว่ารู้สึกยังไงที่เขาแต่งงาน แล้วจะให้รู้สึกอะไรคะ ก็เป็นแฟนเก่าไปแล้ว ต่อให้ยังรู้สึกก็ตาม เพราะฉะนั้นการที่ได้เรียนรู้ชีวิตคนดัง พี่รู้สึกว่ามันมีอะไรก็ตามที่มันน่าสนใจกว่านั้นเยอะ และถ้าพี่เลือกที่จะไม่ทำงานที่ตัวเองไม่ชอบ พี่จะไม่มีโอกาสนั้น รายการทีวีเป็นอีกอันหนึ่งที่ต่อให้ไม่ชอบ แต่ก็ทำให้พี่ได้เรียนรู้ชีวิตคนเยอะมาก

พี่อยากฝากไว้ ว่าเรียนรู้สิ่งที่ไม่ชอบบ้างก็ได้

มีกิจกรรม จงเข้าทำกิจกรรมให้ได้มากที่สุด ตำราวิชาเรียนน้องได้อยู่แล้ว น้องเก่งอยู่แล้วที่เข้ามาสู่ปีหนึ่งได้ แต่ต่อไปวิชาการเรียนรู้สำคัญที่สุด ทำไมคนถึงชอบพูดว่าฟินแลนด์เป็นประเทศที่มีการศึกษาดีที่สุดในโลก ที่หลายคนจำได้อย่างแรกคือเป็นประเทศที่ไม่มีการบ้าน และเราก็รู้มาแค่นั้น เราก็จะมาคิดว่าถ้าอยากมีการศึกษาดีคือไม่มีการบ้านดีกว่า ไม่ใช่นะคะ เขายังมีการบ้านแต่การบ้านเขาไม่ใช่แบบทำตามแบบฝึกหัดหรือการนั่งคำนวณ แต่การบ้านของเด็กคือ จงกลับไปบ้านใช้เวลากับครอบครัว พรุ่งนี้มาเล่าให้ครูฟังซิ ว่ากลับไปบ้านได้เรียนรู้อะไรบ้าง เด็กบางคนเจอเต่าทองในสวน แล้วก็จะกลับมาเล่าเรื่องเต่าทองใหญ่เลย นั่นคือการบ้าน ซึ่งในวันนี้การรับคนเข้าทำงานแทบจะไม่ดูเกรดด้วยซ้ำ บางที่อาจจะยังดูเกรดบ้าง แต่สิ่งที่เขาถามเพิ่มเติมคือตอนเรียนทำกิจกรรมอะไรบ้าง เพราะเขาอยากได้คนทำกิจกรรม อย่างน้อยคนทำกิจกรรมจะได้เรียนรู้การทำงานกับคน มีคนที่เราอยากทำงานด้วย มีคนที่เราไม่อยากทำงานด้วย มีคนที่เราอยากไล่ออกจากคณะ แต่เราไล่ไม่ได้ จะไล่ตัวเองก็ไม่เอา เดี๋ยวต้องไปสอบใหม่ แต่เราต้องอยู่กับสังคมให้ได้

เดี๋ยวนี้จะเรียนอย่างเดียวไม่ได้ ต้องรู้เกี่ยวกับการทำกิจกรรมด้วย

มีกิจกรรม จงเข้าทำกิจกรรมให้ได้มากที่สุด ตำราวิชาเรียนน้องได้อยู่แล้ว น้องเก่งอยู่แล้วที่เข้ามาสู่ปีหนึ่งได้ แต่ต่อไปวิชาการเรียนรู้สำคัญที่สุด ทำไมคนถึงชอบพูดว่าฟินแลนด์เป็นประเทศที่มีการศึกษาดีที่สุดในโลก ที่หลายคนจำได้อย่างแรกคือเป็นประเทศที่ไม่มีการบ้าน และเราก็รู้มาแค่นั้น เราก็จะมาคิดว่าถ้าอยากมีการศึกษาดีคือไม่มีการบ้านดีกว่า ไม่ใช่นะคะ เขายังมีการบ้านแต่การบ้านเขาไม่ใช่แบบทำตามแบบฝึกหัดหรือการนั่งคำนวณ แต่การบ้านของเด็กคือ จงกลับไปบ้านใช้เวลากับครอบครัว พรุ่งนี้มาเล่าให้ครูฟังซิ ว่ากลับไปบ้านได้เรียนรู้อะไรบ้าง เด็กบางคนเจอเต่าทองในสวน แล้วก็จะกลับมาเล่าเรื่องเต่าทองใหญ่เลย นั่นคือการบ้าน ซึ่งในวันนี้การรับคนเข้าทำงานแทบจะไม่ดูเกรดด้วยซ้ำ บางที่อาจจะยังดูเกรดบ้าง แต่สิ่งที่เขาถามเพิ่มเติมคือตอนเรียนทำกิจกรรมอะไรบ้าง เพราะเขาอยากได้คนทำกิจกรรม อย่างน้อยคนทำกิจกรรมจะได้เรียนรู้การทำงานกับคน มีคนที่เราอยากทำงานด้วย มีคนที่เราไม่อยากทำงานด้วย มีคนที่เราอยากไล่ออกจากคณะ แต่เราไล่ไม่ได้ จะไล่ตัวเองก็ไม่เอา เดี๋ยวต้องไปสอบใหม่ แต่เราต้องอยู่กับสังคมให้ได้

เดี๋ยวนี้จะเรียนอย่างเดียวไม่ได้ ต้องรู้เกี่ยวกับการทำกิจกรรมด้วย

ข้อ 2 ต้องเป็นคนที่เย็นให้ได้ พี่เห็นคนอารมณ์ขึ้น อารมณ์เสียเยอะมาก จากที่เราเห็นเป็นคลิปคนตีกันเยอะมาก คนทำร้ายกัน ตีกัน เด็กตีคนแก่ คนแก่ตีเด็ก บางคนอุตส่าห์รักษาตัวเองจนรอดจากโรคมะเร็งมาตั้งนาน สุดท้ายไปตายบนถนน ขับรถปาดหน้ากันแล้วลงไปแทงกัน พี่รู้สึกว่าวันนี้คนอารมณ์ร้อนไป คงมีหลายคนเช่นกันที่ชอบเข้าไปดูตามเพจ แล้วเข้าไปด่า บางทีงงว่าทำไมด่ากันแรงขนาดนี้ ถึงแม้จะเป็นเรื่องที่น่าด่า หรือบางทีไม่ใช่เรื่องน่าด่าเลย

เวลาที่ทำคลับฟรายเดย์ ยอมรับว่าคนที่โทรเข้ามามีหลายแบบ มีคนที่เป็นมือที่สามโทรเข้ามา พี่ไม่สามารถรับสายแล้วพูดว่าขอโทษนะคะ ไม่คุยกับมือที่ 3 กลับไปปีนพี่ต้นงิ้วที่บ้านเถอะค่ะ พี่พูดแบบนั้นไม่ได้ เขาอุตส่าห์โทรมา เขาอยากจะเล่าเรื่องของเขาให้เราฟัง เขาอยากจะทำในสิ่งที่ถูกต้อง เราต้องให้กำลังใจ มีข้อความส่งเข้ามาด่าพี่อ้อยพี่ฉอดว่าทำไมไม่ด่าเขาล่ะคะ ถ้าด่าแล้วมันช่วยให้สังคมนั้นดีขึ้นหรือเปล่า ทุกวันนี้เห็นด่ากันเยอะมากแล้วสังคมดีขึ้นมั้ย พี่กลับไม่เชื่อว่าการด่าจะทำให้สังคมดีขึ้น วันนี้พี่เชื่อว่าการสื่อสารที่ดี เราไม่จำเป็นต้องด่าใคร มีน้องๆ หลายคนพูดว่า พี่คะหนูเป็นคนตรงๆ หนูเป็นคนไม่เฟค พี่ก็จะบอกว่าเป็นคนตรงไม่จำเป็นต้องแรงจ้า วันนี้มีหลายคนพูดแรงแต่ไม่ตรง บางทีเราเข้าไปเห็นข้อความหลายๆ ข้อความโพสต์แรงเลย ถามว่ารู้จริงไหม ไม่รู้ เราเป็นสังคมอุดมความเห็น แม้ยังไม่ได้เห็นก็ตาม

มันมีตัวอย่างหนึ่ง ของการรอให้เป็นและเย็นให้ได้ ชัดเจนมาก มันเป็นเรื่องของงูตัวหนึ่ง งูตัวนี้มันเลื้อยเข้าไปในโรงไม้ ในโรงไม้ก็จะมีเลื่อยอยู่ ซึ่งมันถูกวางหงายขึ้นมาพอดี แล้วงูตัวนี้เลื้อยผ่านใบเลื่อยไป ใบเลื่อยก็จะไปถากผิวของมันจนเลือดออก ด้วยความเป็นสัตว์ มันโกรธว่าสิ่งนี้คืออะไร มาทำให้เกิดบาดแผล เกิดความเจ็บปวด ขณะที่งูมีอาวุธไม่กี่อย่าง อย่างแรกคือรัดใบเลื่อยให้แน่น เพราะมันคิดว่ายิ่งรัดแน่นมันก็ยิ่งจะชนะ แต่สิ่งที่เกิดขึ้นคือยิ่งรัดแน่นใบเลื่อยก็ยิ่งบาดให้เป็นแผลใหญ่ขึ้น เลือดออกมากขึ้น มันยิ่งโกรธ มันใช้อาวุธอีกอย่างคือฉกซ้ำๆ ไปที่ใบเลื่อย จนสุดท้ายมันก็ตาย มันตายเพราะอะไร เพราะอารมณ์ร้อนของตัวเอง

บางคนไม่ถูกใจเพื่อน ไม่ชอบเพื่อน อยากจะตบมันจังเลยค่ะพี่ เอาจริงๆ อยากตบวันนี้กับเดือนหน้าก็ยังอยากตบ ก็ตบได้ แต่ไม่แน่ว่าไปตบเดือนหน้า ก็อาจจะรู้สึกว่าไม่อยากตบละ ตบไปก็เสียมือ เอามือมาทำอะไรดีๆ ให้ตัวเองดีกว่า พี่เลยอยากให้น้องๆ ทุกคน เป็นคนที่รอให้เป็น และต้องเป็นคนที่เย็นให้ได้

วันนี้อารมณ์ร้อนของเรามันแสดงออกง่าย แค่พิมพ์ๆ โพสๆ ลงในโซเชียล พี่อยากบอกเลยว่า ในฐานะที่เป็นคนรับคนเข้าทำงาน ปัจจุบันบริษัทจัดหางาน หรือ HR ของบริษัท ก่อนจะรับคนเข้าทำงานจะขอแอด facebook ขอดูทวิตเตอร์ ขอดูไอจี ถามว่าเพราะอะไร เพราะเขาอยากดูทัศนคติของการเป็นคนในสังคม วันนี้โซเชียลไม่ใช่สื่อส่วนตัวอีกต่อไป มันคือสื่อแถลงข่าวส่วนตัว และมันมีเยอะมากที่ทำให้เราไม่ได้งาน เพียงเพราะน้องเคยโพสด่าเอาไว้นานแล้ว ไม่ใช่แค่ในเมืองไทย จะบอกว่าทำไมคนไทยใจแคบจัง ในสหรัฐอเมริกาก็มีประเด็นหนึ่ง ซึ่งเป็นข่าวสดๆ ร้อนๆ มีเด็กคนหนึ่งสอบติดมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด ซึ่งเป็นที่ที่หลายคนอยากเรียน แน่นอนในเรื่องวิชาความรู้เขาสอบผ่าน แต่มหาวิทยาลัยไม่รับ ถามว่าทำไมไม่รับก็เด็กคนนี้ เพราะเขาเคยโพสเคยเหยียดสีผิวเอาไว้ในทวิตเตอร์ และเขาบอกว่าไม่รับเพราะคุณมีทัศนคติที่แย่ และมหาวิทยาลัยของเราไม่สามารถรับคุณเข้าเรียนได้

อย่าพูดว่า อย่าเพิ่งตัดสินฉัน จากสิ่งที่โพสไปเมื่อ 5 ปีที่แล้ว เมื่อก่อนฉันอาจรู้สึกไม่ดีกับสิ่งนั้นและฉันโพสต์ไป แต่ตอนนี้ควสามคิดฉันเปลี่ยนไปแล้ว น้องอย่าลืมว่าสิ่งที่โพสเข้าไปในโซเชียลแล้ว มันจะอยุ่อย่างนั้นตลอดไป มันเหมือนเวลาที่น้องเดินไปบนชายหาด รอยเท้ามันถูกทิ้งไว้มากเท่าที่เราเดิน และรอยเท้าเหล่านั้น คือสิง่ที่เขาเอามาประกอบใช้ในการทำงาน ไม่ใช่แค่เรื่องเรียนเท่านั้น

ล่าสุดผู้กำกับหนัง the guardians of the galaxy เขาทำงานอยู่บริษัทดิสนีย์ บริษัทไล่ผู้กำกับคนนี้ออก เพราะไปค้นเจอว่าเขาเคยโพสต์เกี่ยวกับเรื่องทางเพศหรือไม่เหมาะสมไว้ อย่าลืมว่าดิสนีย์เป็นบริษัทที่ทำอะไรเกี่ยวกับเด็ก ถ้าพ่อแม่มาเห็นว่าเรามีพนักงานซึ่งมีโพสเกี่ยวกับเรื่องเพศที่ไม่ดี เขาสามารถทำให้ทั้งบริษัทเจ๊งได้ มันจำเป็นเหลือเกินที่เราต้องชัวร์ก่อนแชร์

วันนี้สิ่งที่น่ากลัวกว่าการแชร์คือการตั้งสเตตัส แล้วไม่คิด ด่าคนนั้นด่าคนนี้ วันหนึ่งมันจะย้อนมากัดคอเรา เพราะฉะนั้นรอให้เป็นเย็นให้ได้

ข้อ 3 คือเราต้องไม่ชิงตัดสินใคร ข้อนี้เป็นเรื่องจำเป็นในสังคมวันนี้ ในสิงคโปร์เขามีโครงการหนึ่งชื่อว่า อย่าตัดสินใครจากแชทเดียว วันนี้เราถ่ายภาพเคลื่อนไหว เรามีความเป็นสื่อมวลชนในตัว จนวันนึงมีคนอธิบายว่าเราควรยังมีคณะนิเทศศาสตร์อยู่ไหม เพราะวันนี้ทุกคนเป็นสื่อมวลชนได้หมดแล้ว พี่ก็ยังยืนยันว่าคณะนิเทศศาสตร์และสื่อสารมวลชน ต้องมีค่ะ เพราะเขาไม่ได้สอนแค่ให้ถ่ายคลิปเป็น แต่สอนว่าควรจะถ่ายคลิปอะไรออกมา เพื่อให้เป็นประโยชน์มากกว่า ทำไมสิงคโปร์ถึงทำโครงการนี้ เพราะมันมีผู้ชายสิงคโปร์คนหนึ่งขึ้นรถไฟฟ้า แล้วนั่งหลับ ต่อมาคือมีผู้หญิงท้องมายืนอยู่ข้างหน้า มีคนถ่ายภาพนั้นแล้วเอาไปโพสในโซเชียล แน่นอนว่าเขาถูกถล่มว่าทำไมไม่ลูกผู้หญิงนั่ง ทำไมเป็นคนที่ไม่มีน้ำใจ ถูกด่าสารพัด จนกระทั่งเขารู้สึกว่า เดี๋ยวก่อนนะ มันไม่ยุติธรรมต่อเขาหรือเปล่า เพราะเราไม่รู้ว่าอะไรเกิดก่อน พวกเราก็หลับเป็น เวลาที่หลับอยู่เราไม่รู้หรอกว่าไม่ว่ามีพลังงานบางอย่างดิ้นอยู่ในท้องมาอยู่ตรงหน้า แล้วเราก็ไม่รู้อีกว่าหลังจากภาพนั้น ผู้ชายคนนั้นรู้สึกตัวเขาลุกให้ผู้หญิงนั่งหรือเปล่า แต่เราตัดสินเขาไปแล้วจากภาพเดียว

สังคมไทยก็มี มีผู้ชายคนหนึ่ง ตอนนั้นเป็นข่าวใหญ่ เขามีรูอยู่ที่รองเท้าผ้าใบ ก็มีคนถ่ายรุ)ไปโพสเป็นรูปรองเท้ามีรู พร้อมข้อความบอกว่า ผู้ชายคนนี้โรคจิ เอากล้องซ่อนไว้ที่รูรองเท้า ไว้ส่องใต้กระโปรงผู้หญิง ผู้ชายคนนี้ใช้เวลา 2 ปีกว่าจะมีคนฟังเขาว่าเขาไม่ได้แอบถ่ายรูปใต้กระโปรง เขาแค่จนเฉยๆ รองเท้าของเข่แค่ขาด ไม่ได้ทำอะไรอย่างอื่น อย่างที่คนอื่นกล่าวหา ที่สุดแล้วเขามีโอกาสเป็นพรีเซ็นเตอร์ว่าอย่าเพิ่งเชื่ออะไรจากโซเชียล ถามจริงๆ เขาอยากเป็นพรีเซ็นเตอร์แบบนี้ไหม ไม่อยากเป็นหรอก 2 ปีที่ผ่านมาชีวิตก็พังพินาศก็จากการแชร์กันแบบนี้ เรามีโซเชียลเหมือนมีมีดอยู่ในมือ อยู่ที่ว่าน้องเอามีดไปทำอะไร น้องเอาไปปอกผลไม้ให้กับคนที่รัก หรือเอามีดไปแทงกัน เพราะฉะนั้นเราต้องไม่ตัดสินอะไรกันง่ายไป

มีหนังเรื่องหนึ่งที่ยกตัวอย่างทุกครั้งที่ไปพูด ว่ามันเป็นสิ่งที่เตือนใจพี่เสมอ หนังเรื่องคีตราชนิพนธ์ เขาอัญเชิญเพลงพระราชนิพนธ์ของในหลวงรัชกาลที่ 9 เอามาทำหนังสั้น พี่มั่นใจว่ามีคนได้ดูน้อย รอบก็น้อย เป็นหนังฟรี พี่ชอบเพลงยิ้มสู้ของในหลวงรัชกาลที่ 9 เอามาทำเป็นหนังสั้น เรื่องอมยิ้ม คนที่เล่นคือน้องนนท์ จากเรื่องฉลาดเกมส์โกง น้องนนท์เล่นกับพลอยชมพู เป็นเรื่องของเด็กผู้ชายคนหนึ่ง เป็นเด็กที่นิ่งๆ ไม่ยิ้ม ไม่พูดไม่คุย ตัวแสดงในเรื่องก็จะทำหน้านิ่งไปเรื่อยๆ เฉยๆ ชิวๆ วันหนึ่งพ่อของหน้านิ่งเสีย อาจารย์เดินเข้ามาหาพูดว่าพ่อเธอจะตายแล้วนะ เสียใจด้วยจริงๆ แล้วกูก็ร้องไห้ แต่หน้านิ่งก็ยังทำหน้านิ่ง แล้วก็พูดแค่ว่า ครับ

พอมาวันหนึ่ง หน้านิ่งต้องเล่นละครเวทีคู่กับพลอยชมพู ทำไมถึงได้มาเล่นละครเวที คือพลอยชมพูมีแฟนเป็นพระเอกละครเวที และแฟนของพลอยชมพูเป็นคนที่ชอบอวดแฟนตัวเองอยู่ตลอดเวลา ชอบโพสรูปคู่แฟนเพราะอยากได้ยอดไลค์ ผู้หญิงเลยรำคาญ บางทีชีวิตเราก็ไม่ได้อยากออกสื่อตลอดเวลา ก็ทะเลาะกัน พระเอกละครเวทีก็ไม่คิดว่าผู้หญิงจะกล้าเลิกเพราะต้องอาศัยเขาเป็นพระเอกละครเวที แต่ผู้หญิงก็บอกเลิก แล้วก็เอาหน้านิ่งมาเล่นแทน ปรากฏว่าจากห้องเล็กๆ ที่คนจะรอดูหน้านิ่งเล่นละคร กลายเป็นห้องใหญ่มาก เพราะคนอยากเห็นว่าเห็นว่าเวลาหน้านิ่งเล่นละครจะเป็นยังไง ในที่สุดแล้วก็ละครก็เดินหน้าทำการแสดง จนกระทั่งละครจบ คนที่ไปดูหน้านิ่งที่เตรียมเอากระดาษไปปาหน้านิ่งเพราะคิดว่าคงเล่นละครแย่ แต่ปรากกว่า ละครเวทีจบ กระดาษที่ปาไปเพื่อแสดงความชื่นชม เพระหน้านิ่งเล่นดีมาก เพราะทั้งเรื่องต้องนิ่ง

หลังจากละครจบ ผู้หญิงเดินออกไปกับหน้านิ่ง เธอว่าหน้านิง่ว่าไม่ดีใจเหรอ ที่ละครเราประสบความสำเร็จ หน้านิ่งบอก ดีใจสิ งทำไมจะไม่ดีใจ ผู้หญิงเลยถามว่าดีใจทำไมไม่ยิ้ม หน้านิ่งบอกว่าเราอยากยิ้มแต่เรายิ้มไม่ได้ เพราะว่าเราเป็นโรคที่กล้ามเนื้อหน้าไม่แสดงออกมาตั้งแต่เด็ก ผู้หญิงร้องไห้เลย ถามว่าเธอรู้สึกใช่ไหม หน้านิ่งตอบว่ารู้สึกหมด และอิจฉาคนอื่นที่แสดงออกความรุ้สึกได้ เราอยากยิ้มแต่เรายิ้มไม่ได้ ผู้หญิงเลยเอาปากกามาเขียนยิ้มบนหน้า หน้านิ่งถามว่าเห็นยิ้มเราหรือยัง ผู้หญิงบอกว่าเห็นแล้ว เป็นยิ้มที่สวยงามที่สุดที่ไม่เคยมีใครมองเห็น

หลังหนังเรื่องนี้จบ สิ่งที่คิดคือคนที่เราเจอกัน เราไม่รู้จริงๆ ว่าสิ่งที่เขาแสดงออก มันใช่สิง่ที่เขารู้สึกจริงๆ หรือเปล่า  เวลาเพื่อแสดงอาการเหวี่ยง ผีเข้าผีออก เราก็โมโหว่าทำไมต้องมาเหวี่ยงใส่ฉัน เราโมโหเพียงเพราะว่าเราใช้ไม้ของเราวัดเขา เราไม่รู้หรอกว่าวันนี้เขาเจอเรื่องร้ายๆ มากี่ร้อยเรื่อง แล้วบังเอิญมาเจอเรา เพราะฉะนั้นถ้าพยามยามเข้าใจกัน ก็จะทำให้เราโกรธกันน้อยลง มันไม่มีใครห้อยป้ายออกจากบ้านหรอกว่า วันนี้เอกหักอย่าทักแรง ถ้ามีก็ดี จะได้รู้ว่าวันนี้ควรทักกันแค่ไหน วันนี้คนทุกคนที่เราเจอมีปัญหาส่วนตัวทั้งนั้น ถ้าเขาไม่ได้ดั่งใจเรา ไม่ได้แปลว่าเขาแย่ เพียงแค่วันนี้เจอเรื่องแย่ๆ จนยืนไม่ไหวแล้วก็เป็นได้ และเขาก็มีประโยคหลายๆ ประโยคในหนังสั้นเรื่องนี้ ที่เขาพูดว่า เราจะรำคาญคนที่ข้ามถนนยักแย่ยักยันมั้ย ถ้าเรารู้ว่าเขาใส่ขาเทียม เราจะรำคาญเสียงหัวเราะของอาจารย์ไหม ถ้าเรารู้ว่าอาจารย์เขาเป็นมะเร็งระยะสุดท้าย วันนี้สิ่งที่เราเจอเราไม่พอใจเขา เพียงเพราะเราเห็นแค่เขา ภายนอก แต่เราไม่รู้ว่าคนทุกคนเจออะไรมาบ้าง ไม่มีใครในโลกนี้ตื่นขึ้นมาตอนเช้า แล้วถามตัวเองว่าจะทำเลวอะไรวันนี้ ทุกคนคงอยากเป็นคนดี แต่มันคงมีอะไรอีกตั้งเยอะแยะมากมาย ที่ทำให้คนคนนึง แม้แต่ตัวเราต้องให้อภัยให้เป็น

3 ข้อแล้วนะคะ ทั้งหมดมี 5 ข้อ รอให้เป็น เย็นให้ได้ อย่าชิงตัดสินใคร มาถึงข้อ 4 เป็นผู้ให้ทุกครั้งที่มีโอกาส

น้องเข้ามาอยู่ที่นี่ เราสามารถเป็นผู้ให้ได้ตลอดเวลา การให้มีตั้งหลายแบบที่เราให้ได้ หรืออย่างเรื่องโรคซึมเศร้าที่พี่บอก แค่เราเป็นคนให้ความใส่ใจกับเพื่อน เราก็จะรู้สึกว่าเราก็เป็นคนหนึ่งที่สามารถภูมิใจในการเป็นตัวเอง การดูแลตัวเองได้เป็นเรื่องปกติ ดูแลคนอื่นได้เป็นเรื่องของความน่าภาคภูมิใจ พี่เป็นดีเจเล็กๆ คนหนึ่ง อาชีพดีเจหลายคนบอกว่าวันๆ ไม่ต้องทำอะไร แค่เปิดเพลง แต่พี่ภูมิใจกับการเป็นดีเจในคลับฟรายเดย์ อย่างน้อยพี่เชื่อว่าหลายคนที่โทรเข้ามา พี่ไม่ได้สามารถทำให้เขาแก้ปัญหาความรักได้ แต่พี่จะทำให้เขาดีขึ้น เรื่องเศร้าแค่เล่าก็เบาลง ไม่ต้องถึงมือพี่อ้อยพี่ฉอด ทุกคนสามารถเป็นผู้ฟังให้เพื่อนได้ เวลาเพื่อนที่บอกว่าช่วงนี้ปัญหาเยอะๆ ก็ฟังเพื่อนซะหน่อย แค่เป็นคนรับฟังก็ได้พลังมาตั้งเยอะ สิ่งเดียวที่พี่ทำอยู่ในทุกวันศุกร์ ก็คือหาวิธีเอาชีวิตรอดตอนที่เขาไปกอดคนอื่นแล้ว พี่ไม่สามารถไปดึงคนนั้นมาให้กอดหนูเหมือนเดิม แต่พี่จะให้หนูกอดตัวเองแน่นขึ้นได้

ช่วงนี้พี่มีโครงการไปพูดตามสถาบันต่างๆ 10 สถาบัน สิ่งที่พี่ก็ต้องตกใจก็คือ วันนี้ปัญหาของเด็กไม่เล็กอย่างที่คิด ปัญหาของเด็กหลายๆ ปัญหา เป็นสิง่ที่พี่เองยังตกใจ และถ้าพี่ช่วยได้ พี่อยากเป็นคนฟังและอยากฝากไว้ในมือของทุกคน พี่ว่าทุกคนสามารถเป็นคนฟังได้หมด นี่คือการเป็นผู้ให้ทุกครั้งที่มีโอกาส

เสียน้ำตาไม่ช่วยอะไร เสียเลือดไปคนอื่นยังรอด เพราะฉะนั้นถ้าวันไหนอกหัก น้องสามารถบริจาคเลือดได้นะคะ เลือดคนโดนทิ้งเขารับนะ เลือดเราจะได้สร้างพลังให้ตัวเองว่า ต่อให้คนๆ หนึ่งไม่เห็นค่า เราก็ยังมีคุณค่าในตัวเอง เรื่องนี้สำคัญที่สุดและพี่ยังพูดประโยคนี้ทุกครั้ง ว่าเราคือหัวใจของพ่อแม่ อย่ามายอมให้ใครมาทำอะไรแย่ๆ เพราะหัวใจของพ่อแม่เจ็บที่สุด

ก่อนพี่มาที่นี่ พี่นั่งตอบคำถามในแฟนเพจ มีน้องคนหนึ่งไเจอคนหนึ่งในแอป beetalk เป็น app หนึ่งที่หลายๆ คนเล่น คนโสดนัดเจอกัน แล้วหอบข้าวของไปอยู่กับเขาเลย พี่งงมาก ทำไมไปอยู่กับเขาเร็วมาก ต่อพี่บอกว่ารอให้เป็นแทบตาย น้องก็ยังไม่เห็นรอเลย ที่สุดแล้วผู้ชายตบตี ตบตีจนขาหักไปครั้งหนึ่ง ไปหาหมอเอง ด้วยแต่สิ่งหนึ่งที่น้องไม่เคยทำก็คือ น้องไม่เคยบอกที่บ้าน น้องบอกว่ากลัวพ่อแม่เกลียดเขา พี่อ่านแค่นี้พี่ยังเกลียดเลยค่ะ ผู้ชายคนใดก็ตามที่ตบตีผู้หญิงคนหนึ่งได้ พี่เชื่อว่าไม่มีเหตุผลใดที่ควรค่าแก่การตบตี

มีหลายครั้งที่พี่นั่งทำรายการคลับฟรายเดย์ที่มีดารามาให้สัมภาษณ์ ล่าสุด น้องดาว พิมพ์ทอง ยังไม่ออกอากาศ แต่เชื่อว่าถ้าออกอากาศแล้วจะมีดราม่าอีก เขาพูดถึงแฟนเก่าคนหนึ่ง รักเขาแบบไม่มีตัวตน รักเขาแต่เขาซ่อนเราเอาไว้ อย่าบอกใครนะว่าเรารักกัน ดูเหมือนรักมาก แต่ว่าไม่มีตัวตนนะ เธออยู่กับฉันเธอมีค่า แต่พอตอนออกหน้าออกตา เธอไม่มีค่าแล้วนะ น้องเสียใจมากจนกระทั่งน้ำหนักลดลงเหลือ 38 กิโล คือตัวเล็กมาก พังมาก วันที่น้องหยุดร้องไห้ คือวันที่คุณพ่อเดินขึ้นมาหา น้องเล่าให้ฟังว่าคุณพ่อเป็นคนเข้มแข็งมาก ขนาดอากงเสีย พ่อยังไม่ร้องไห้เลย วันนั้นก็ขึ้นมาหา พ่อลูบหัวน้องดาวแล้วก็บอกว่าทำไมลูกของพ่อถึงเป็นอย่างนี้ ตอนที่น้องรู้สึกคือน้ำตาของพ่อก็หยดลงแก้มของน้อง น้องเนยหน้าขึ้นมา น้องรู้สึกว่าฉันกำลังปล่อยให้ใครมาทำร้ายหัวใจพ่อขนาดนี้ น้องถึงได้หยุด แล้วเดินออกมาจากผู้ชายคนนั้นได้

วันนี้พี่แค่อยากให้เรารู้สึกว่า เราคือหัวใจพ่อแม่ ไม่ว่าท่านจะอยู่ด้วยหรือเปล่าก็ตาม เลือดของพ่อและแม่อยู่ในตัวเรา อย่ายอมให้ใครมาทำร้าย ไม่ได้นะ พี่เข้าใจเวลาผิดหวังจากความรักมันเสียใจทั้งนั้น แต่น้องอย่าลืมว่า ไม่มีพ่อแม่คนไหนเลี้ยงลูกให้โตมานั่งร้องไห้เพราะผู้ชายไม่รัก ฉะนั้นรักตัวเองให้มากที่สุด

รอให้เป็น เย็นให้ได้ อย่าติอย่าชิงตัดสินใคร เป็นผู้ให้ทุกครั้งที่มีโอกาส ข้อที่ 5 อย่าประมาทความเปลี่ยนแปลง มันเกิดขึ้นทุกวัน

น้องเปลี่ยนจากเด็กมัธยมมาเป็นเด็กในมหาวิทยาลัย อีกหน่อยน้องจะเปลี่ยนไปเป็นคนทำงาน น้องคงไม่สามารถที่จะไปเรียกร้อง พี่ออฟฟิศไม่น่ารักเลย ไม่เหมือนตอนที่พี่ปีสองรักน้องปีหนึ่ง ทุกอย่างเปลี่ยนไปหมด และโลกทุกวันนี้ก็เปลี่ยนเร็วเหลือเกิน ในวัยนี้อาจเป็นวัยที่ยังไม่ค่อยรับรู้การเปลี่ยนแปลงเท่าไหร่ เชื่อไหมว่ามีคำถามที่มีคนฝากมาจนพี่นั่งตกใจ พี่ขออนุญาตตอบตรงนี้ เขาถามว่าพี่อ้อยครับ พี่อ้อยกลัวความตายไหมครับ น้องฝากคำถามนี้ไว้จริงๆ ในเมื่อคนเรามีชีวิตเดียว สักวันไม่ใกล้หรือไกลทุกคนก็ต้องตายอยู่ดี เพราะความตายเป็นสิ่งที่เราไม่รู้ แต่ที่แน่ๆ มันมีและมันจะเกิดขึ้นกับเราทุกคนใช่ไหม คือผมเป็นคนคิดเรื่องการตายตลอดเวลา ทุกคืนตอนก่อนนอนทุกอย่างจะมืดสนิท มันทำให้ผมคิดถึงแต่เรื่องความตายอยู่ในหัว คนรอบตัวผม เพื่อน ครอบครัว ญาติ ค่อยๆ ตายจากไปทีละคน รู้ว่าสักวันมันจะเกิดกับผม ความตายมันน่ากลัวกว่าผีอีก ว่าไหมครับพี่

พี่ขอเอามาตอบน้องตรงนี้ ความรักกับชีวิต เหมือนกันอย่างหนึ่งคือไม่รู้วันสุดท้ายใช่ไหมคะ ไม่แน่หรอกว่า พี่อยู่ตรงนี้แป๊บนึง พี่ไปจากหนูแล้วนะ บางคนไม่ได้ลาด้วยซ้ำ แต่การที่น้องกลัวถึงขนาดนี้ ถ้ามีโอกาสอยากให้มีโอกาสไปคุยกับจิตแพทย์ก่อน ว่ามันมีปมอะไรที่ทำให้เรามีปมกับการจากพราก และนึกถึงเรื่องนี้ตลอดเวลาแต่สิ่งที่พี่จะเล่าให้ฟังตรงนี้ ก็คือว่าไม่มีใครในโลกนี้ไม่ตาย สิ่งสำคัญคือ ก่อนตายทำตัวเองให้มีค่าที่สุดหรือยัง

ความรักกับชีวิตเหมือนกันข้อนี้จริงๆ นะคะ วันนี้รัก พรุ่งนี้ไม่รู้แล้วนะ บางคนบอกว่าชีวิตดี๊ดีนะ มีความรักที่ดี ที่จะบอกไว้ว่าอนาคตไม่มีใครรู้ เพราะว่ามันก็เหมือนกับชีวิตคนเรา มีใครรู้บ้างว่าวันนี้จะเป็นวันสุดท้ายหรือเปล่า เวลาเราโพสอะไรไป ไม่รุ้ว่าเราจะมีโอ่ามานั่งดูไลค์หรือเปล่า พี่อยากให้เรามีมรณสติอยู่ตลอดเวลา แต่วัยนี้น้องยังอยู่ห่างไกลจากความสุญเสียอีกเยอะ แม้ว่าทุกวันนี้มีโรคภัยไข้เจ็บที่เกิดขึ้นอย่างที่เราเห็นในข่าว มีโรคประหลาดเกิดขึ้นเยอะมาก วันนี้มีข่าวน้องนิ้งกุลสต รีเป็นคนที่มีชื่อเสียงในยุคของพี่ เป็นคนที่สวยเก่ง อยู่ๆ ตามผิวก็เป็นจ้ำๆ สีเขียวเกิดขึ้นทั้งตัว เป็นโรคเป็นต้องรักษาด้วยสเต็มเซลล์ อะไรเกิดขึ้นได้ มีน้อง ม.6 คนหนึ่ง ป่วยไข้ขึ้นไปหาหมอที่อนามัย หมอบอกว่าความดันปกติ ให้ยาทานแล้วให้กลับบ้าน ตอนเช้ามาน้องเสียชีวิตแล้ว มันมีอะไรเกิดขึ้นเยอะมาก ชีวิตคนเราแค่หายใจเข้าและหายใจออกก็จบแล้ว

น้องไม่ต้องกลัวความตาย สิ่งที่น้องต้องกลัว ก็คือเราจะทำอะไรให้มีคุณค่าก่อนวันสุดท้ายของชีวิตเท่านั้น มองไปข้างหน้า ต้องไม่ลืมคนข้างๆ อยากทำอะไรให้สบความสำเร็จในวันนี้ หนูเรียนหนักมาก แม่โทรมา ไม่มีอารมณ์จะคุย ไ่มีใครรู้ว่าคนนี้จะอยู่รอเราคุยได้อีกนานแค่ไหน

พี่เคยคุยกับพี่แอม เสาวลักษณ์ พี่แอมน่ารักมาก บอกว่าพี่จะเป็นคนที่ไม่เคยซื้อกล้วยดิบกินเลย ทำไมอ่ะ พี่กลัวตายก่อนมันสุก การมีมรณานุสติมากไป มันก็ไม่ถึงขนาดนั้นมั้ง

คำถามที่น้องบอกว่าน้องกลัวความตายจังเลยพี่ จะบอกว่าความตายไม่ต้องกลัว แต่เชื่อไหมคะ สิ่งที่น่ากลัวกว่าก็คือเวลาที่น้องจากคนที่เรารัก เมื่อถึงวัยแบบพี่จะเห็นสิ่งเหล่านี้เยอะมาก แต่ถึงขณะที่เห็นมาเยอะก็ยังรู้สึกว่ามันก็เศร้าแหละ เราจะรู้สึกว่าเวลาที่ยังมีวันนี้ ทำทุกอย่างให้ดีที่สุด ที่พี่ย้ำเสมอว่าชีวิตและความรักเหมือนกันอย่างหนึ่ง คือมันไม่รู้ว่าอะไรจะเกิดก่อน ระหว่างหมดอายุรัก กับมดอายุขัย

ล่าสุดมีทหารคนหนึ่งที่เครื่องบินตก เขากำลังจะแต่งงาน น้องผู้หญิงโพสในโซเชียลบอกไว้ว่า ไม่มีงานแต่งแล้วนะคะ พี่เขาเสียแล้ว เรื่องนี้มันสอนเราทุกวัน ต่อให้เขาไม่มีงานแต่งงาน แต่ก็มีรักแท้ หรืออีกคู่หนึ่ง กำลังเตรียมงานแต่งงาน ผู้หญิงเตรียมตัวจะไปถ่ายพรีเวดดิ้งและอยากได้ช่างแต่งหน้าคนนี้มาก ช่างแต่งหน้าอยู่คนละจังหวัด จ่ายเงินจองข้ามปี แล้ววันหนึ่งฝ่ายเจ้าบ่าวโทรมาหาช่างแต่งหน้า บอกว่าพี่ไม่ต้องมาแต่งหน้าแล้วนะ เจ้าสาวเสียแล้ว แต่เขาชอบฝีมือการแต่งหน้าของพี่มาก ช่างแต่งหน้าทำไงรู้ไหมคะ นั่งรถข้ามจังหวัดมาแต่งหน้าศพให้เจ้าสาว และไม่เอาเงินสักบาท เงินมัดจำคืนไปหมด เพราะเขาเชื่อว่าวันนี้เขาได้ทำสิ่งที่ดีที่สุดแล้ว ว่าที่เจ้าสาวอยากให้เขาแต่งหน้าให้ เขาก็มาแต่งให้ แม้เจ้าสาวจะไม่อยู่แล้วก็ตาม

พี่เชื่อว่า วันนี้เราเห็นสิ่งนี้เกิดขึ้นบ่อยๆ ไม่ต้องกลัวมัน และเห็นคุณค่าของวันที่ยังมีกันอยู่ เวลาโกรธใคร อย่าโกรธนาน เพราะไม่รู้ว่าเราจะมีโอกาสได้ง้อกันหรือเปล่า เพราะฉะนั้น ใช้เวลาวันนี้ให้เต็มที่ที่สุด

 พี่ฝากแค่ 5 ข้อนะคะ รอให้เป็น เย็นให้ได้ อย่าชิงตัดสินใคร เป็นผู้ให้ทุกครั้งที่มีโอกาส และ อย่าประมาทกับความเปลี่ยนแปลง